แจ้งฉุกเฉินเรื่องความปลอดภัยไซเบอร์ | Emergency Security Notice: Identity Theft

Emergency Security Notice: Identity Theft
Emergency Notice

ประกาศแจ้งเตือนด่วน
Urgent Security Alert

โปรดตรวจสอบและอย่าเชื่อถือการติดต่อใด ๆ จากบัญชีอีเมล์ที่ถูกแฮ็กดังกล่าว จนกว่าจะมีประกาศยืนยันผ่านช่องทางอื่นที่เชื่อถือได้

ภาษาไทย

เรียน พี่น้องทุกท่าน

อีเมล์ ถูกมือดีแฮ็กไปเมื่อประมาณสี่ชั่วโมงที่แล้ว

หากใครก็ตามอ้างชื่อ Snea Thinsan และใช้อีเมล์ ในการติดต่อสื่อสาร ขออย่าเชื่อ

ขณะนี้ผมไม่สามารถเข้ายูทูปได้ เนื่องจากบุคคลดังกล่าวได้เปลี่ยนทั้งเบอร์โทรศัพท์และอีเมล์ยืนยันสำหรับการล็อกอินแล้ว

ขอให้ทุกท่านระวังตัว และช่วยตรวจสอบให้รอบคอบก่อนเชื่อหรือตอบกลับข้อความใด ๆ

piangdin


English

Dear brothers and sisters,

The email account was hacked approximately four hours ago.

If anyone claims to be Snea Thinsan and uses the email address , please do not trust them.

At this time, I am also unable to access my YouTube account because this person has already changed both the phone number and the recovery email used for login verification.

Please stay alert and verify all communications carefully before responding.

piangdin

Alex Krainer vs. Michael Doran — การปะทะของกรอบคิดภูมิรัฐศาสตร์อิหร่าน

Alex Krainer vs. Michael Doran — การปะทะของกรอบคิดภูมิรัฐศาสตร์อิหร่าน


ตัวตนและสังกัด

Krainer คือนักวิเคราะห์ตลาดอิสระ อดีตผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์ชาวโครเอเชีย เขียนบน Substack ไม่สังกัดสถาบันใด และออกสื่อในวงแวดล้อมของฝ่าย "multipolar left/realist" ร่วมกับ Glenn Diesen

Doran คือนักวิชาการนโยบายต่างประเทศ Senior Fellow ที่ Hudson Institute วอชิงตัน เคยดำรงตำแหน่ง Senior Director ใน NSC ยุค George W. Bush รับผิดชอบการออกแบบยุทธศาสตร์ตะวันออกกลาง รวมถึงนโยบายต่ออิหร่านและซีเรีย เขาเป็นส่วนหนึ่งของกระแสหลัก foreign policy establishment ฝ่ายอนุรักษ์นิยมอเมริกัน


1. สงครามคืออะไรในแก่นแท้?

Krainer: สงครามต่ออิหร่านไม่ใช่เรื่องนิวเคลียร์ ไม่ใช่เรื่องสิทธิมนุษยชน ไม่ใช่เรื่องการก่อการร้าย สิ่งเหล่านั้นคือ "ข้ออ้างที่ยอมรับได้" เท่านั้น เป้าหมายแท้จริงคือการพิทักษ์อำนาจครอบงำ (hegemony) ของจักรวรรดิเหนือยูเรเชีย ซึ่งเป็นเป้าหมายเดียวกับสงครามในยูเครนและความขัดแย้งที่คุกรุ่นทั่วเอเชียและแอฟริกา

Doran: สงครามเป็นการตอบสนองต่อภัยคุกคามจริงและเป็นรูปธรรม ปัญหาในตะวันออกกลางรวมลงที่จุดเดียวคือ "การขยายอำนาจของอิหร่าน" และยุทธศาสตร์เดียวที่มีค่าพอให้ดำเนินการคือการหนุนหลังอิสราเอล ซาอุดีอาระเบีย และตุรกีเพื่อถ่วงดุลอำนาจอิหร่าน สำหรับเขา ภัยนั้นเป็นจริง ไม่ใช่ข้ออ้าง

จุดปะทะ: Krainer มองจากโครงสร้างมหภาค ถอยออกมาไกลจนกระทั่งอิหร่านเองกลายเป็นเพียง "หมากบนกระดาน" ของการต่อสู้เรื่อง Eurasia Doran มองจากภูมิภาคและภัยคุกคามที่จับต้องได้ เขาถือว่าโครงสร้าง Mackinderian แบบ Krainer คือการหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบของระบอบอิหร่านที่มีต่อการก่อความไม่สงบในภูมิภาค


2. ใครคือผู้รุกรานในสงครามนี้?

Krainer: สหรัฐฯ และอิสราเอลคือผู้ดำเนินการจักรวรรดิ อิหร่านคือส่วนหนึ่งของ Pivot Area ที่ต้องถูกล้อมปราบเพื่อไม่ให้เชื่อมต่อกับมหาอำนาจบก อิหร่านจึง "ยอมแพ้ไม่ได้" เช่นเดียวกับรัสเซียและจีน เพราะทั้งสามกำลังต้านทานการขยายตัวของจักรวรรดิ

Doran: ระบอบอิหร่านคือนักแสดงที่มีเป้าหมายเชิงรุกของตัวเอง ไม่ใช่เพียงเหยื่อของจักรวรรดิ Khamenei ประกาศชัยชนะหลังหยุดยิง อ้างว่าการโจมตีฐาน Al Udeid คือ "การตบหน้าครั้งรุนแรง" ต่ออเมริกา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเตหะรานมีวาระของตัวเองอย่างชัดเจน

จุดปะทะ: Krainer "ยกเว้น" พฤติกรรมของระบอบอิหร่านออกจากการวิเคราะห์ในฐานะ "เรื่องเล่าของจักรวรรดิ" Doran ถือว่าการยกเว้นแบบนั้นคือการหลับตาต่อเจตนารมณ์ที่แท้จริงของเตหะราน


3. ผลลัพธ์ของสงคราม: แพ้หรือชนะ?

Krainer: สงครามนี้คือหลักฐานการเสื่อมโทรมของจักรวรรดิ การโจมตีทางรถไฟจีน–อิหร่านสะท้อนถึงความกระวนกระวายของจักรวรรดิที่รู้ว่ากำลังสูญเสียการควบคุม เขาเตือนว่าสงครามยืดเยื้อจะสิ้นเปลืองพลังอเมริกัน และ multipolarity กำลังก่อตัวขึ้นโดยไม่ย้อนกลับ

Doran: มีมุมมองตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง เขาโต้แย้งว่านักวิเคราะห์ที่ตั้งคำถามต่อความสำเร็จของสหรัฐฯ โดยอ้างว่าอิหร่านยังไม่ยอมแพ้นั้น "กำลังทำผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง" เพราะการวิเคราะห์ที่ถูกต้องต้องดูที่การทำลายหรือลดทอนความสามารถทางทหารของอิหร่าน ไม่ใช่การยอมจำนนอย่างไม่มีเงื่อนไข

จุดปะทะ: นี่คือจุดที่สองฝ่ายไม่แค่เห็นต่าง แต่ใช้ข้อเท็จจริงเดียวกันเพื่อสรุปผลตรงกันข้ามกัน Krainer เห็นการที่อิหร่านยังยืนหยัดเป็น "หลักฐานว่าจักรวรรดิไม่สามารถบดขยี้ได้" Doran เห็นสิ่งเดียวกันและบอกว่า "นั่นแหละคือลักษณะของชัยชนะในตะวันออกกลาง"


4. จีนและรัสเซียอยู่ตรงไหน?

Krainer: รัสเซีย จีน และอิหร่านคือแกนกลางของการต้านทานเชิงโครงสร้างร่วมกัน พวกเขายืนอยู่ฝั่งเดียวกันโดยธรรมชาติในฐานะ "ประเทศ Pivot Area" ที่ต้องสร้าง multipolarity ด้วยกัน

Doran: มองประเด็นจีน–อิหร่านอย่างตรงไปตรงมาในแง่ยุทธศาสตร์ การยึด Kharg Island จะดึงไพ่สำคัญออกจากมือจีน เพราะน้ำมันอิหร่านเกือบทั้งหมดส่งออกไปจีนในราคาลดพิเศษ หาก Trump ควบคุมแหล่งนั้นได้ เขาจะนั่งโต๊ะเจรจากับ Xi Jinping ด้วยมือที่แข็งกว่า สำหรับ Doran จีนไม่ใช่พันธมิตรอุดมการณ์ร่วมกับอิหร่าน แต่เป็นคู่แข่งที่ต้องถ่วงดุล


5. บทบาทของอิสราเอล

Krainer: อิสราเอลคือเครื่องมือ (proxy) ของจักรวรรดิอเมริกัน ทำหน้าที่เป็น "จุดวิกฤต" ตามแผน Mackinder เพื่อบีบมหาอำนาจบกให้สิ้นเปลืองพลัง

Doran: มองอิสราเอลเป็น "สินทรัพย์ทางยุทธศาสตร์" ของอเมริกา ไม่ใช่ภาระ อ้างอิงบทเรียนจากยุค Nixon–Kissinger ที่เข้าใจว่ากำลังทหารของอิสราเอลสามารถใช้กดดันรัฐที่อยู่ใต้อิทธิพลโซเวียตได้ อิสราเอลในทัศนะของ Doran ไม่ใช่หุ่นที่ถูกควบคุม แต่เป็นพันธมิตรที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน


สรุปเปรียบเทียบ: อคติและจุดอ่อนของแต่ละฝ่าย

ประเด็น Krainer Doran
กรอบหลัก Mackinderian Anti-imperialism Middle East Realpolitik
สาเหตุสงคราม Eurasian hegemony Iranian expansionism
อิสราเอล เครื่องมือจักรวรรดิ สินทรัพย์ยุทธศาสตร์
จีน–รัสเซีย พันธมิตรต้านทาน คู่แข่งที่ต้องจัดการ
ผลสงคราม จักรวรรดิกำลังพ่ายแพ้ สหรัฐฯ กำลังชนะบนคะแนน
จุดอ่อน มองข้ามความโหดร้ายของระบอบอิหร่านเอง มองข้ามต้นทุนระยะยาวและ blowback

ทั้งสองคนใช้กรอบที่ตอบสนองฐานผู้ฟังของตัวเองอย่างสมบูรณ์แบบ Krainer พูดกับคนที่เชื่อว่าสหรัฐฯ คือผู้นำความโกลาหล Doran พูดกับคนที่เชื่อว่าการถ่วงดุลอิหร่านคือภารกิจที่ยังไม่เสร็จ ความจริงที่น่าสนใจคือพวกเขาไม่มีวันโต้วาทีกันโดยตรงได้จริง เพราะไม่ได้เห็นต่างในระดับข้อเท็จจริง แต่เห็นต่างในระดับที่ลึกกว่า — "โลกนี้ทำงานอย่างไร"

เสื้อแดงไม่ใช่เครื่องมือรีไซเคิลทางการเมือง

เสื้อแดงไม่ใช่เครื่องมือรีไซเคิลทางการเมือง

เสื้อแดงไม่ใช่เครื่องมือรีไซเคิลทางการเมือง

เมื่อคำว่า “แดง” ถูกหยิบกลับมาใช้เพื่อเรียกอารมณ์และคะแนนเสียงอีกครั้ง สิ่งที่จำเป็นไม่ใช่ความซาบซึ้งต่อภาพอดีต แต่คือสติที่จะถามให้ถึงแก่นว่า ใครกำลังรักษาหลักการ และใครกำลังนำความทรงจำของผู้คนไปหากินทางการเมือง

ทุกครั้งที่สังคมไทยเริ่มเห็นความพยายามปลุกกระแสเสื้อแดงขึ้นมาใหม่ คำถามสำคัญไม่ควรหยุดอยู่แค่ว่า “เสื้อแดงยังอยู่ไหม” หรือ “ใครคือแดงแท้แดงเทียม” เพราะคำถามเช่นนั้นมักถูกออกแบบให้คนถกเถียงกันอยู่บนผิวหน้า จนลืมมองสิ่งที่สำคัญกว่า นั่นคือ เสื้อแดงหมายถึงอะไรในทางหลักการ และใครกันแน่ที่ได้ประโยชน์จากการทำให้คำคำนี้กลายเป็นเพียงตราสินค้าทางการเมือง

คำว่า “แดง” ไม่เคยมีความหมายเดียวตายตัว และยิ่งไม่เคยเป็นทรัพย์สินผูกขาดของพรรคใด ตระกูลใด หรือผู้นำคนใด มันเคยเป็นทั้งความหวังของชาวบ้านที่ต้องการเสียงของตนมีความหมาย เป็นทั้งความโกรธของผู้คนที่เห็นความอยุติธรรมซ้ำซาก และเป็นทั้งอุดมการณ์ของคนจำนวนหนึ่งที่เชื่อว่าประเทศนี้ควรอยู่ใต้หลักสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค และความรับผิดของอำนาจต่อประชาชน มากกว่าจะอยู่ใต้บารมีของบุคคลหรือการต่อรองลับหลังม่าน

ปัญหาใหญ่ของการเมืองไทยไม่ใช่เพียงมีคนอ้างตนเป็นฝ่ายประชาธิปไตย แต่คือการที่คำว่า “ประชาธิปไตย” ถูกลดรูปให้เหลือเพียงเครื่องมือพาคนบางตระกูลกลับสู่อำนาจ แล้วเมื่อได้อำนาจแล้ว หลักการที่เคยถูกใช้ปลุกมวลชนกลับถูกวางทิ้งไว้ข้างทาง

แดงมีหลายเฉด แต่สิ่งที่แยกคนออกจากกันจริง ๆ ไม่ใช่สี หากเป็นหลักที่ยึด

มีคนจำนวนไม่น้อยที่เคยอยู่ในกระแสเสื้อแดงเพราะผูกพันกับผู้นำทางการเมือง บางคนเข้าร่วมเพราะความไม่พอใจต่อรัฐประหารและอภิสิทธิ์ของชนชั้นนำ บางคนมองเห็นในขบวนการนั้นความเป็นไปได้ของประเทศที่ประชาชนธรรมดาจะไม่ถูกเหยียบย่ำอีกต่อไป และบางคนแม้จะเคยเดินร่วมขบวนเดียวกัน แต่สิ่งที่ยึดถือกลับไม่เหมือนกันเลย บางคนยึดตัวบุคคล บางคนยึดพรรค บางคนยึดเพียงผลประโยชน์เฉพาะหน้า แต่บางคนยึดหลักการ และคนกลุ่มหลังนี่เองที่มักถูกทำให้เงียบ หรือถูกดูแคลนว่าไม่เข้าใจ “ความจริงทางการเมือง” ทั้งที่แท้จริงแล้วพวกเขาอาจเป็นคนกลุ่มเดียวที่ไม่ยอมขายอุดมการณ์แลกตำแหน่ง ความใกล้ชิด หรือเศษซากจากโต๊ะอำนาจ

คนที่ยึดหลักการย่อมเปลี่ยนจุดยืนได้เมื่อข้อเท็จจริงเปลี่ยน แต่จะไม่เปลี่ยนมาตรวัดศีลธรรมเพื่อเอื้อให้คนที่ตัวเองเชียร์ คนกลุ่มนี้อาจเหลือน้อยลง อาจต้องยืนโดดเดี่ยว อาจถูกกล่าวหาว่าสุดโต่งหรือไม่รู้จักประนีประนอม แต่ข้อได้เปรียบของเขาคือ เขาไม่ต้องประดิษฐ์คำอธิบายใหม่ทุกครั้งที่ฝ่ายของตนทำสิ่งตรงข้ามกับที่เคยพูดไว้

บทเรียนที่ควรจำคือ ขบวนมวลชนกับเครื่องจักรพรรคการเมืองไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

นี่คือจุดที่คนไทยจำนวนมากยังถูกทำให้สับสนเสมอ ขบวนมวลชนอาจเป็นพลังทางสังคมที่แท้จริง แต่พรรคการเมืองคือองค์กรแสวงหาอำนาจรัฐ ขบวนการประชาชนอาจมีความใฝ่ฝันทางหลักการ แต่พรรคการเมืองต้องคำนวณชัยชนะ การต่อรอง การอยู่รอด และผลประโยชน์ในเชิงอำนาจ เมื่อสองสิ่งนี้เคยเดินมาร่วมทางกัน หลายคนจึงเผลอเชื่อว่ามันคือสิ่งเดียวกัน ทั้งที่ในความจริง พรรคอาจอาศัยขบวนมวลชนเป็นฐาน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะจงรักภักดีต่ออุดมการณ์ของขบวนนั้นเสมอไป

ประวัติศาสตร์การเมืองไทยช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมาชี้ชัดว่าพรรคในสายชินวัตรสามารถครองอำนาจหรือเป็นแกนรัฐบาลผ่านนายกรัฐมนตรีที่มาจากตระกูลชินวัตรเองหรือจากพรรคสืบทอดแนวเดียวกันรวมกันถึงหกคน1 จำนวนนี้มากพอที่จะทำลายข้ออ้างว่าตนเป็นเพียงเหยื่ออำนาจเก่าอย่างเดียว หากเมื่อมีโอกาสยืนอยู่ในอำนาจซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่โครงสร้างหลักของความอยุติธรรมยังไม่ถูกแตะอย่างจริงจัง ก็ย่อมมีสิทธิถูกตั้งคำถามว่าแท้จริงแล้วเป้าหมายสูงสุดคือประชาธิปไตย หรือคือการทำให้เครือข่ายอำนาจเดิมของตนกลับมาเป็นศูนย์กลางอีกครั้ง

คำถามนี้ยิ่งหนักขึ้นเมื่อพรรคเพื่อไทยตัดสินใจจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคที่ได้รับการมองว่าเป็นคู่ขัดแย้งเก่าและเป็นตัวแทนของขั้วที่มีฐานพิงกองทัพ ซึ่งสร้างแรงตีกลับอย่างมากในสังคม โดยผลสำรวจขณะนั้นพบว่าคนไทยส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว2 และสำนักข่าว Reuters ก็รายงานตรงไปตรงมาว่านี่คือการจับมือกับฝ่ายที่ได้รับการหนุนหลังจากกองทัพ ซึ่งเป็นคู่ปรปักษ์ทางประวัติศาสตร์ของพวกเขาเอง3 หากพลังเสื้อแดงเคยถูกปลุกขึ้นมาในนามการต่อสู้กับระบอบที่ใช้อำนาจนอกประชาธิปไตย การกลับไปจับมือกับกลไกหรือเครือข่ายที่เคยเป็นเป้าหมายของการต่อต้านย่อมไม่ใช่เรื่องเล็ก และไม่สามารถล้างได้ด้วยคำอธิบายว่า “การเมืองต้องประนีประนอม” เพราะคำถามจริงไม่ใช่ว่าการประนีประนอมมีได้หรือไม่ แต่คือ ประนีประนอมกับอะไร และแลกด้วยอะไร

การรีไซเคิลเสื้อแดงจึงน่ารังเกียจ ไม่ใช่เพราะคำว่าแดงผิด แต่เพราะมันถูกทำให้กลวง

สิ่งที่ทำให้หลายคนรู้สึกสะอิดสะเอียน ไม่ใช่การเห็นคนรำลึกถึงอดีตการต่อสู้ แต่คือการเห็นสัญลักษณ์เดิมถูกหยิบขึ้นมาใช้อีกครั้ง โดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อการละเลยคนที่เคยถูกใช้ในนามสัญลักษณ์นั้น คนที่ถูกดำเนินคดี คนที่สูญเสียชีวิต คนที่สูญเสียอนาคต คนที่แบกบาดแผลไว้กับครอบครัวและความทรงจำ ไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่พวกเขาไม่อยู่ในภาพประชาสัมพันธ์ของพรรคอีกต่อไป

การสลายการชุมนุมปี 2010 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 90 คน กลายเป็นหนึ่งในรอยแผลใหญ่ที่สุดของความขัดแย้งไทยร่วมสมัย4 สำหรับคนที่มองเรื่องนี้ในเชิงหลักการ บาดแผลเช่นนั้นไม่ใช่ทุนเชิงอารมณ์ที่จะหยิบมาใช้ทุกครั้งเมื่อถึงฤดูเลือกตั้ง หากเป็นหนี้ทางศีลธรรมและหนี้ทางการเมืองที่ต้องสะสางด้วยความจริง ความยุติธรรม และความรับผิด ไม่ใช่ด้วยสุนทรพจน์ปลุกใจหรือการตีตราคนเห็นต่างว่าไม่เข้าใจการต่อสู้

ยิ่งเมื่อมีประวัติให้เห็นอยู่ก่อนแล้วว่าแม้ภายในขบวนเสื้อแดงเองก็เคยเกิดความร้าวลึกจากการผลักดันร่างนิรโทษกรรมแบบเหมาเข่ง ซึ่งถูกมองว่ามุ่งเปิดทางให้บุคคลสำคัญกลับมา โดยแลกกับการทำให้ความรับผิดในคดีสลายการชุมนุมถูกลบเลือนไปด้วย5 สังคมก็ยิ่งมีเหตุผลจะระวังว่าการอ้างความเป็นแดงในวันนี้อาจไม่ได้มีไว้เพื่อเชิดชูหลักการเดิม แต่เพื่อดึงอารมณ์เดิมกลับมาใช้เป็นเชื้อเพลิงทางการเมืองอีกครั้ง

แก่นของปัญหาอยู่ที่การสับเปลี่ยนความหมายของคำว่า “ประชาธิปไตย”

ตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมา การเมืองแบบชินวัตรมีความสามารถสูงมากในการทำให้คนจำนวนมากเชื่อว่า การเลือกตนเองคือการเลือกประชาธิปไตย และการโค่นตนเองคือการทำลายประชาธิปไตย ข้อความแบบนี้มีส่วนจริงอยู่บ้างในบางช่วง แต่ไม่จริงทั้งหมด และยิ่งไม่ควรถูกทำให้กลายเป็นคำอธิบายครอบจักรวาล เพราะประชาธิปไตยไม่ได้หมายถึงแค่การชนะเลือกตั้ง ไม่ได้หมายถึงแค่การมีฐานเสียงมาก หรือการอ้างว่าตนถูกฝ่ายอนุรักษนิยมกลั่นแกล้ง หากหมายถึงความซื่อตรงต่อหลักที่ว่าประชาชนต้องเป็นเจ้าของอำนาจ การใช้อำนาจต้องตรวจสอบได้ การจัดตั้งรัฐบาลต้องเคารพเจตจำนงของประชาชน และผู้มีอำนาจต้องไม่ใช้มวลชนเป็นบันไดขึ้นแล้วถีบทิ้งเมื่อถึงยอด

นี่คือเหตุผลว่าทำไมคนที่ยังยึดหลักการจึงมีสิทธิเต็มที่ในการวิจารณ์ทั้งฝ่ายอำนาจเก่าและฝ่ายที่อ้างประชาธิปไตยแต่กระทำตรงข้ามกับประชาธิปไตย คนที่วิจารณ์พรรคเพื่อไทยหรือเครือข่ายชินวัตรจากฐานหลักการ ไม่ได้แปลว่าเขาทรยศต่อเสื้อแดง ตรงกันข้าม เขาอาจกำลังปกป้องแก่นแท้ของการต่อสู้จากการถูกยึดครองโดยนักการเมืองที่ต้องการเพียงชื่อเสียงเดิมและแรงศรัทธาเดิม โดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อการทรยศซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ยุทธศาสตร์ที่ถูกทำลาย ไม่ได้มีแค่ความรู้สึก แต่มันคือพลังประชาธิปไตยของสังคมทั้งก้อน

ผลเสียของการรีไซเคิลกระแสเสื้อแดงไม่ได้หยุดอยู่ที่ความเจ็บใจของคนรุ่นเก่า แต่มันทำลายโอกาสที่สังคมไทยจะสร้างขบวนประชาธิปไตยที่โตเป็นผู้ใหญ่และยืนบนหลักการจริง ๆ เพราะเมื่อมวลชนถูกสอนให้ผูกความหวังไว้กับตัวบุคคลหรือแบรนด์ทางการเมืองมากกว่าหลักและสถาบันทางประชาธิปไตย ทุกครั้งที่นักการเมืองหักเลี้ยว มวลชนก็ต้องหักเลี้ยวตาม หรือไม่ก็ถูกทิ้งไว้กลางทางโดยไม่มีเครื่องมือทางความคิดจะประเมินสิ่งที่เกิดขึ้น

สังคมที่โตขึ้นต้องแยกให้ออกว่า การต่อต้านรัฐประหารไม่จำเป็นต้องแปลว่าต้องยอมให้พรรคใดผูกขาดความชอบธรรมทางประชาธิปไตย การยืนข้างประชาชนไม่จำเป็นต้องแปลว่าต้องยืนข้างตระกูลการเมืองตลอดกาล และการเคารพความเสียสละของคนเสื้อแดงไม่จำเป็นต้องแปลว่าต้องยอมให้ใครนำชื่อของพวกเขาไปใช้เป็นบัตรผ่านสำหรับความกลับกลอกทางการเมือง

เมื่อพรรคการเมืองทำตัวไม่มั่นคงเชิงหลักการ ย้ายข้างเมื่อสะดวก ประนีประนอมแบบไม่ตอบคำถามเชิงศีลธรรม และยังเรียกหาคะแนนเสียงจากสัญลักษณ์เดิมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น สิ่งที่ควรทำไม่ใช่การหลงใหลกับวาทกรรมย้อนยุค แต่คือการตั้งคำถามให้แรงขึ้นว่า เหตุใดคนที่เคยอ้างว่าต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยจึงสามารถเดินไปอยู่ในโครงสร้างที่บิดเบี้ยวได้อย่างสงบใจ และเหตุใดประชาชนจึงควรเชื่อว่าคราวนี้การปลุกมวลชนจะมีจุดหมายสูงไปกว่าการต่อรองอำนาจแบบเดิม

คนจริงไม่หายไปไหน เพราะเขาไม่เคยเอาหลักการไปฝากไว้กับนักการเมือง

เวลามักทำงานอย่างโหดร้าย แต่มันก็ยุติธรรมในอีกความหมายหนึ่ง เพราะเวลาจะคัดกรองคนออกจากกันเอง คนที่เคยตะโกนคำใหญ่โตแต่พร้อมเงียบเมื่อฝ่ายตนได้ประโยชน์ จะค่อย ๆ เผยตัวออกมา คนที่เคยอ้างการต่อสู้แต่ทนการทรยศต่อหลักการไม่ได้ จะค่อย ๆ ถูกผลักไปอยู่ชายขอบ และคนที่ยืนระยะโดยไม่รับใช้ใครนอกจากความจริง อาจดูเหมือนอยู่ลำพัง แต่แท้จริงแล้วคือคนที่ไม่เคยสูญเสียตนเอง

ดังนั้น การเปิดสมองคนในวันนี้จึงไม่ใช่การบอกว่าใครเคยใส่เสื้อสีอะไร หรือเคยอยู่เวทีไหน แต่คือการชวนให้ประชาชนเห็นให้ชัดว่า ขบวนมวลชนไม่ใช่สมบัติของพรรค การเสียสละไม่ใช่ทุนเลือกตั้ง และประชาธิปไตยไม่ใช่ยี่ห้อของตระกูลใด ถ้าใครยังใช้คำว่าเสื้อแดงเพื่อเรียกความภักดีแบบเหมารวม ทั้งที่การกระทำของตนเองกลับไม่มั่นคงในหลักประชาธิปไตย คนนั้นไม่ได้กำลังรักษาเจตนารมณ์ของผู้ต่อสู้ในอดีต แต่กำลังกอบโกยซากศรัทธามาปะติดปะต่อเป็นบันไดสู่อำนาจอีกครั้ง

เสื้อแดงที่ยืนอยู่บนหลักการ จึงไม่จำเป็นต้องตะโกนว่าตนแท้กว่าใคร และไม่จำเป็นต้องสวมความชอบธรรมให้พรรคใดเป็นพิเศษ หน้าที่ของคนเช่นนี้คือรักษาเส้นแบ่งระหว่าง “การต่อสู้เพื่อประชาชน” กับ “การใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือ” ให้ชัดที่สุด เพราะเมื่อเส้นแบ่งนี้เลือนหาย สังคมก็จะถูกหลอกใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และคำว่า “ประชาธิปไตย” ก็จะถูกยืมไปประดับหน้าการเมืองแบบเดิมไม่รู้จบ

เชิงอรรถ

  1. Reuters infographic ระบุรายชื่อนายกรัฐมนตรีไทยที่มาจากตระกูลชินวัตร หรือจากพรรคและเครือข่ายการเมืองที่สืบสายจากไทยรักไทย รวมกันหกคน ภายในบริบทการเมืองไทยร่วมสมัย (Reuters, 16 ส.ค. 2024).
  2. Reuters รายงานผลสำรวจของ NIDA เมื่อเดือนสิงหาคม 2023 ว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดที่เพื่อไทยจะตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคที่หนุนโดยฝ่ายทหาร โดยผู้ตอบแบบสำรวจราว 64% ไม่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง (Reuters, 20 ส.ค. 2023).
  3. Reuters รายงานเมื่อ 21 ส.ค. 2023 ว่าเพื่อไทยประกาศจับมือจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคที่ได้รับการมองว่าได้รับการสนับสนุนจากกองทัพ ซึ่งเป็นคู่ปรปักษ์เก่าแก่ของตนเองทางการเมือง (Reuters, 21 ส.ค. 2023).
  4. Reuters สรุปไทม์ไลน์การเมืองไทยว่าการชุมนุมเสื้อแดงปี 2010 จบลงด้วยการสลายการชุมนุมที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 90 คน ขณะที่รายงานอีกชิ้นหนึ่งของ Reuters ในวาระครบรอบ 10 ปีระบุว่ามีผู้เสียชีวิตมากกว่า 90 คน (Reuters, 18 ธ.ค. 2020; Reuters, 18 พ.ค. 2020).
  5. Reuters รายงานในปี 2013 ว่าภายในฝ่ายเสื้อแดงเองเกิดความร้าวลึกจากความพยายามผลักดันร่างนิรโทษกรรมแบบกว้าง ซึ่งถูกวิจารณ์ว่าอาจเปิดทางให้คดีเกี่ยวกับการสลายการชุมนุมปี 2010 ถูกลบล้างไปพร้อมกับการเอื้อให้ทักษิณกลับประเทศ (Reuters, 29 พ.ย. 2013).

ตะวันออกกลางบนทางแยก: ข่าวลือเรื่อง MBS, เกมของทรัมพ์, และบทบาทของจีนกับรัสเซีย

ตะวันออกกลางบนทางแยก: ข่าวลือเรื่อง MBS, เกมของทรัมพ์, และบทบาทของจีนกับรัสเซีย

ตะวันออกกลางบนทางแยก: ข่าวลือเรื่อง MBS, เกมของทรัมพ์, และบทบาทของจีนกับรัสเซีย

เมื่อข่าวลือพยายามเร่งประวัติศาสตร์ สิ่งที่ต้องทำไม่ใช่เชื่อทันที แต่คือถอยออกมามองให้เห็นว่า ใต้ข่าวนั้นมีแรงผลักเชิงยุทธศาสตร์อะไรซ่อนอยู่บ้าง

บทความวิเคราะห์เชิงภูมิรัฐศาสตร์ | พร้อมเผยแพร่

เรื่องเล่าที่กำลังหมุนวนอยู่ในเวลานี้คือ มีสายด่วนจากมกุฎราชกุมารซาอุดีอาระเบีย Mohammed bin Salman หรือ MBS โทรถึง Donald Trump ในห้วงสุดท้าย เพื่อขอไม่ให้สหรัฐฯ หยุดสงครามกับอิหร่าน แลกกับข้อเสนอระดับประวัติศาสตร์ ทั้งเงินทุน มหาอำนาจพลังงาน การฟื้นภูมิภาคใหม่ และสถาปัตยกรรมความมั่นคงชุดใหม่ของตะวันออกกลาง. เรื่องเล่านี้ฟังดูใหญ่โต และใหญ่เสียจนคนจำนวนมากพร้อมจะเชื่อเพียงเพราะมัน “สอดคล้องกับสิ่งที่เขาอยากให้จริง”

แต่ในโลกของอำนาจ ข่าวที่ทรงพลังที่สุดมักไม่ใช่ข่าวที่พิสูจน์ได้ชัดที่สุดเสมอไป. หลายครั้งมันเป็นข่าวที่ถูกปล่อยออกมาเพื่อทำหน้าที่บางอย่างก่อน เช่น กดดันคู่เจรจา ส่งสัญญาณต่อพันธมิตร ปั้นบรรยากาศในตลาด หรือโยนเงาแห่งความเป็นไปได้ลงไปบนโต๊ะการเมือง. เพราะฉะนั้น จุดเริ่มต้นที่ถูกต้องที่สุดคือยอมรับตามตรงว่า ข้อกล่าวอ้างเรื่อง MBS เปลี่ยนใจ Trump ในนาทีสุดท้าย ยังไม่เห็นการยืนยันโดยตรงจากสำนักข่าวหลักในระดับที่ควรถือเป็นข้อเท็จจริงตายตัว.[1]

ข้อสรุปเบื้องต้นที่ต้องยึดไว้ก่อน:
ข่าวเรื่องสายด่วนจาก MBS อาจเป็นจริงบางส่วน อาจถูกขยายเกินจริง หรืออาจเป็นเพียง narrative operation ก็ได้ แต่ต่อให้รายละเอียดยังไม่ยืนยัน แรงจูงใจเชิงยุทธศาสตร์ที่ข่าวนี้สะท้อนนั้น “มีอยู่จริง” และควรค่าแก่การวิเคราะห์อย่างยิ่ง

หนึ่ง — สิ่งที่ยืนยันได้จริงมีอะไรบ้าง

สิ่งที่ยืนยันได้มากกว่าข่าวลือคือ มีการหยุดยิงชั่วคราวสองสัปดาห์ในบริบทของสงครามที่ลากต่อเนื่องมาหลายสัปดาห์ ต่อมามีการเจรจาระดับสูงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่อิสลามาบัด แต่การเจรจานั้นไม่สามารถปิดความขัดแย้งหลักได้ โดยเฉพาะเรื่องโครงการนิวเคลียร์ อิทธิพลตัวแทนในภูมิภาค และสถานะของช่องแคบฮอร์มุซ. หลังการเจรจาล้มเหลว Trump หันกลับไปสู่ท่าทีแข็งกร้าวและขู่ใช้กำลังทางทะเลต่อฮอร์มุซมากขึ้น ขณะที่อิหร่านประกาศว่าการเข้ามาของเรือรบต่างชาติใกล้ช่องแคบอาจถือเป็นการละเมิด ceasefire[1][2][3]

พร้อมกันนั้น ซาอุดีอาระเบียก็เร่งฟื้นกำลังของท่อ East-West ให้กลับมาเต็มความสามารถอีกครั้งหลังได้รับผลกระทบจากการโจมตี. ข้อเท็จจริงข้อนี้สำคัญมาก เพราะมันบอกว่าริยาดกำลังคิดอย่างจริงจังถึงการลดการพึ่งพาฮอร์มุซ และพร้อมลงทุนในโครงสร้างที่ทำให้โลกพลังงานไม่ต้องแขวนชะตากับความไม่แน่นอนของช่องแคบเพียงจุดเดียว[4]

กล่าวอีกอย่างหนึ่ง แม้เรายังไม่อาจรับรอง “รายละเอียด” ของข่าวลือเรื่อง MBS ได้ แต่ “ภูมิทัศน์” ที่ทำให้ข่าวลือเช่นนี้ฟังดูเป็นไปได้กลับมีอยู่จริงเต็มตัว. ซาอุฯ มีเหตุผลจะอยากเห็นอิหร่านอ่อนแรง สหรัฐฯ มีเหตุผลจะชั่งใจระหว่างปิดเกมกับติดหล่ม และอิสราเอลเองก็มีเหตุผลจะผลักให้แรงกดดันต่ออิหร่านเดินหน้าไม่หยุด

สอง — ถ้าข่าวลือนี้ทำหน้าที่เป็นกระจก มันสะท้อนอะไร

แก่นของเรื่องไม่ได้อยู่ที่ว่า MBS พูดคำไหนกับ Trump แต่อยู่ที่ว่า ซาอุฯ อยากเห็นภูมิภาคเดินไปทางไหน. ถ้าริยาดมองว่าอิหร่านไม่ใช่แค่คู่แข่งธรรมดา แต่เป็นแหล่งกำเนิดของความไม่มั่นคงเชิงระบบ ผ่านเครือข่ายตัวแทน อาวุธ การข่มเส้นทางเดินเรือ และการคุกคามโครงสร้างพลังงานของอ่าวเปอร์เซีย การมองว่านี่คือ “โอกาสทางประวัติศาสตร์” ก็ไม่ใช่เรื่องเหลือเชื่อแต่อย่างใด

ในมุมนี้ ข่าวลือเรื่องข้อเสนอมหาศาลจากซาอุฯ จึงมีความหมายในเชิงตรรกะมากกว่ารายการตัวเลข. มันกำลังพูดภาษาของ grand bargain คือ หากสหรัฐฯ ยอมแบกต้นทุนต่ออีกระยะหนึ่ง พันธมิตรอาหรับสายอเมริกาพร้อมจะช่วยแบกทั้งด้านการเงิน พลังงาน และสถาปัตยกรรมหลังสงคราม. สิ่งนี้สอดคล้องกับความจริงที่ว่า ซาอุฯ ต้องการทั้งเสถียรภาพเพื่อ Vision 2030 และการลดความสามารถของอิหร่านในการก่อแรงสั่นสะเทือนต่อภูมิภาค

นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่องหยุดยิงหรือไม่หยุดยิง. มันคือคำถามว่าจะยอมกลับไปสู่สมดุลเดิมที่อิหร่านยังมีอำนาจต่อรองผ่านความปั่นป่วน หรือจะใช้วิกฤตครั้งนี้เร่งสถาปนาระเบียบใหม่ที่แกนอเมริกา–อาหรับ–อิสราเอลเป็นผู้ออกแบบกติกา

สาม — Trump อยู่ตรงไหนของสมการนี้

Trump มีแรงดึงรั้งอยู่สองทิศพร้อมกัน. ทิศแรกคือสัญชาตญาณแบบ America First ซึ่งไม่ต้องการให้สหรัฐฯ กลับไปจมอยู่กับสงครามตะวันออกกลางอีกครั้งจนเสียทรัพยากร เสียเวลา และเสียฐานความชอบธรรมในประเทศ. อีกทิศหนึ่งคือสัญชาตญาณแบบ dealmaker ซึ่งมักมองทุกวิกฤตเป็นจังหวะต่อรองเพื่อให้ได้ข้อตกลงที่ใหญ่กว่าเดิม. เขาจึงไม่ใช่นักอุดมการณ์ล้วน ๆ และไม่ใช่นักสงบศึกล้วน ๆ เขาเป็นผู้เล่นที่พร้อมจะหยุด หากหยุดแล้วได้ประโยชน์มากกว่า แต่ก็พร้อมจะเดินหน้าต่อ หากเห็นว่าการเดินหน้าจะให้ “ข้อตกลงใหม่” ที่มีมูลค่าสูงกว่า

การมี ceasefire ชั่วคราวจึงไม่ควรถูกตีความอย่างง่ายว่าหมายถึงจบเกม. ในทางตรงกันข้าม มันอาจเป็น strategic pause เพื่อดูว่าคู่ขัดแย้งจะยอมอะไรบ้าง ใครจะเริ่มอ่อนแรงก่อน และตลาดโลกจะตอบสนองอย่างไร. เมื่อการเจรจาไม่บรรลุผล สัญญาณแข็งจากวอชิงตันก็กลับมาเร็วมาก. นี่บอกเราว่า สำหรับ Trump การหยุดยิงไม่ใช่จุดหมายในตัวเอง หากแต่เป็นเครื่องมือทดสอบความเป็นไปได้ของการบังคับให้เกิดข้อตกลงใหม่[1][2]

สี่ — บทบาทของจีน: ไม่ใช่จะชนะในอ่าว แต่ไม่ยอมให้อเมริกาปิดเกมฝ่ายเดียว

จีนเข้าสมการนี้ไม่เหมือนสหรัฐฯ และไม่เหมือนซาอุฯ. ปักกิ่งไม่ได้คิดแบบผู้ค้ำประกันความมั่นคงทางทหารของภูมิภาค แต่คิดแบบมหาอำนาจเศรษฐกิจที่ต้องการให้พลังงานไหล เส้นทางเดินเรือไม่พัง และอเมริกาอย่าได้ใช้วิกฤตนี้ผูกขาดระเบียบใหม่ของตะวันออกกลาง. ด้วยเหตุนี้ ท่าทีของจีนจึงออกมาในภาษาที่ดูนุ่ม แต่มีแกนแข็งชัดมาก นั่นคือเรียกร้องให้ “คว้าโอกาสแห่งสันติภาพ” และหลีกเลี่ยงการยกระดับที่อาจทำให้วิกฤตบานปลาย[5]

ถ้าจะพูดให้ถึงแก่น จีนมีผลประโยชน์หลักอย่างน้อยสี่ชั้น. ชั้นแรกคือพลังงาน จีนไม่ต้องการเห็นฮอร์มุซถูกทำให้กลายเป็นพื้นที่สงครามถาวร เพราะราคาพลังงานที่แกว่งแรงย่อมกระแทกเศรษฐกิจจีนโดยตรง. ชั้นที่สองคือยุทธศาสตร์โลก จีนไม่ต้องการให้สหรัฐฯ สร้างระเบียบความมั่นคงใหม่ในตะวันออกกลางจนกลายเป็นการเสริมอำนาจนำอเมริกันในอีกภูมิภาคหนึ่ง. ชั้นที่สามคือภาพลักษณ์ จีนต้องการรักษาบทบาทของตนในฐานะมหาอำนาจที่คุยได้กับทุกฝ่าย มากกว่าจะกลายเป็นคู่สงครามโดยตรง. ชั้นที่สี่คือผลทางอ้อมต่อเอเชีย หากสหรัฐฯ ถูกดูดทรัพยากรไว้ในตะวันออกกลางนานพอ จีนย่อมได้พื้นที่หายใจเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้นในอินโด-แปซิฟิก[5][6]

ตรงนี้เองที่ทำให้จีนไม่อยากเห็นอิหร่าน “ล้ม” แบบเปิดโล่งภายใต้แรงกดของสหรัฐฯ กับพันธมิตร. เพราะหากระบอบเตหะรานอ่อนตัวลงอย่างไร้เงื่อนไข ผลลัพธ์อาจไม่ใช่สันติภาพกลาง ๆ แต่เป็นตะวันออกกลางชุดใหม่ที่อยู่ใต้ร่มอเมริกันเข้มข้นขึ้น ทั้งในด้านพลังงาน การคุ้มกันทางทะเล และเครือข่ายพันธมิตร. จีนจึงไม่จำเป็นต้องรักอิหร่านเป็นพิเศษเพื่อจะต้านทานฉากจบแบบนั้น. แค่ไม่อยากให้อเมริกาปิดเกมฝ่ายเดียวก็เพียงพอแล้ว

ห้า — รัสเซียจะ react อย่างไร: ประคองอิหร่าน ยื้อเกมสหรัฐฯ และเก็บแต้มทางการทูต

รัสเซียมีโจทย์ต่างจากจีนอยู่บ้าง. มอสโกไม่ได้เปราะบางเรื่องพลังงานในแบบเดียวกับปักกิ่ง และในบางเงื่อนไข ราคาพลังงานสูงยังอาจช่วยรายได้ของรัสเซียด้วย. แต่รัสเซียก็มีข้อจำกัดมหาศาลจากสงครามยูเครน จึงแทบไม่มีเหตุผลจะกระโดดเข้าสู่การเผชิญหน้าเปิดหน้าในตะวันออกกลางเพื่ออิหร่านโดยตรง. ปฏิกิริยาที่น่าจะใกล้ความจริงที่สุดจึงไม่ใช่การ “เข้าสงครามช่วย” แต่เป็นการทำสี่อย่างควบคู่กัน

อย่างแรก รัสเซียจะพยายามรักษาสถานะผู้เล่นระดับมหาอำนาจผ่านบทบาทไกล่เกลี่ยและภาษาทางการทูต. สัญญาณนี้เห็นได้จากการที่ Putin แสดงความพร้อมจะช่วยผลักดันหนทางสันติภาพหลังการเจรจา U.S.–Iran ล้มเหลว. อย่างที่สอง รัสเซียจะประคองอิหร่านในทางการเมืองและเชิงยุทธศาสตร์เท่าที่ทำได้ โดยไม่ยอมให้ระบอบเตหะรานถูกโดดเดี่ยวจนเกินไป. อย่างที่สาม มอสโกจะใช้เวทีระหว่างประเทศเพื่อสกัดความชอบธรรมของการใช้อำนาจสหรัฐฯ ให้มากที่สุด. และอย่างที่สี่ รัสเซียย่อมมองเห็นประโยชน์ทางอ้อมจากการที่สหรัฐฯ ถูกดึงเวลา ดึงทรัพยากร และดึงความสนใจออกจากยูเครนและอินโด-แปซิฟิก[7][6]

นี่ทำให้ท่าทีของรัสเซียไม่น่าจะออกมาในรูป “การเสี่ยงชนแทน” แต่จะออกมาในรูป “การกันไม่ให้ฝั่งสหรัฐฯ ได้ฉันทานุมัติเต็มมือ” มากกว่า. กล่าวให้ชัด คือรัสเซียอาจช่วยให้เกมไม่ถูกปิดเร็ว แต่อาจไม่พร้อมแบกรับต้นทุนเพื่อพลิกเกมให้ฝ่ายอิหร่านชนะเด็ดขาด

หก — ทำไมจีนกับรัสเซียจึงคัดค้านกรอบ UN เรื่องฮอร์มุซ

จุดนี้สำคัญมาก เพราะหลายคนอาจตีความแบบผิวเผินว่า เมื่อจีนกับรัสเซียคัดค้านร่างมติที่เกี่ยวกับการคุ้มกันการเดินเรือในฮอร์มุซ ก็เท่ากับพวกเขาเข้าข้างอิหร่านทั้งหมด. ความจริงซับซ้อนกว่านั้น. สิ่งที่ปักกิ่งและมอสโกคัดค้านไม่ใช่เพียง “การเปิดทางเรือสินค้า” ในเชิงหลักการ แต่คือการคัดค้านกรอบที่อาจเปิดช่องให้สหรัฐฯ และพันธมิตรใช้ภาษาของเสรีภาพในการเดินเรือเป็นฐานสร้างความชอบธรรมให้กับอำนาจคุมเกมทางทหารในภูมิภาคมากขึ้น[8][9]

เมื่อดูจากรายงานของ Reuters และ AP จะเห็นว่าแม้ร่างมติดังกล่าวจะถูกลดความแข็งลงแล้ว จีนและรัสเซียก็ยังมองว่ามันเอนเอียงและอาจกลายเป็นเครื่องมือของอีกฝ่าย. นี่จึงไม่ใช่การโหวตเฉพาะหน้า แต่เป็นการต่อสู้ว่า ใครจะเป็นผู้กำหนดภาษาแห่งความชอบธรรมในวิกฤตครั้งนี้. ถ้าสหรัฐฯ เป็นผู้เขียนภาษาและควบคุมกลไกบังคับใช้ โลกก็จะค่อย ๆ ถูกพาไปสู่ระเบียบแบบอเมริกันในภูมิภาคโดยปริยาย[8][9]

เจ็ด — ขมวดภาพใหญ่: เรากำลังเห็นการแข่งกันของ “สามกริยา”

ถ้าจะย่อบทความทั้งชิ้นให้เหลือประโยคเดียว เราอาจพูดได้ว่า วิกฤตครั้งนี้คือการแข่งขันระหว่างสามกริยา. ฝั่งสหรัฐฯ กับพันธมิตรบางส่วนกำลังพยายาม เร่งเกม เพื่อเปลี่ยนสมการอำนาจของภูมิภาค. จีนกับรัสเซียกำลังพยายาม ตรึงเกม หรืออย่างน้อยก็กันไม่ให้อเมริกาปิดเกมฝ่ายเดียว. ส่วนอิหร่านกำลังพยายาม ทำให้ต้นทุนของการเร่งเกมนั้นสูงพอ จนอีกฝ่ายต้องคิดใหม่ทุกครั้งก่อนขยับ

เมื่อมองเช่นนี้ ข่าวลือเรื่อง MBS จึงมีคุณค่าทางวิเคราะห์ แม้มันอาจยังไม่มีสถานะเป็นข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้เต็มรูปแบบ. เพราะมันช่วยเผยให้เห็นความจริงที่สำคัญกว่า นั่นคือ มหาอำนาจและรัฐแกนกลางของภูมิภาคกำลังต่อรองกันเรื่องระเบียบตะวันออกกลางหลังวิกฤต ไม่ใช่เพียงต่อรองกันเรื่องหยุดยิงชั่วคราว. สิ่งที่อยู่บนโต๊ะจริง ๆ คือคำถามว่า ตะวันออกกลางรอบใหม่จะอยู่ใต้ร่มอเมริกันที่แข็งขึ้น หรือจะกลับไปสู่สมดุลหลายขั้วที่ไม่มีใครผูกขาดเกมได้อย่างเบ็ดเสร็จ

สรุปเชิงยุทธศาสตร์

  • ข่าวเรื่อง MBS เปลี่ยนใจ Trump ยังไม่เห็นการยืนยันจากสำนักข่าวหลัก จึงควรถือเป็นข้อกล่าวอ้าง ไม่ใช่ข้อเท็จจริงปิดคดี
  • แต่แรงจูงใจที่ข่าวนี้สะท้อนมีอยู่จริง: ซาอุฯ มีเหตุผลจะอยากเห็นอิหร่านอ่อนแรงและภูมิภาคถูกรีเซ็ต
  • Trump ไม่ได้เลือกง่าย ๆ ระหว่างสงครามกับสันติภาพ หากแต่กำลังชั่งน้ำหนักระหว่าง “ปิดเกม” กับ “ติดหล่ม”
  • จีนไม่อยากให้พลังงานโลกพัง และไม่อยากให้อเมริกาผูกขาดระเบียบใหม่ของตะวันออกกลาง
  • รัสเซียจะไม่น่าลงไปชนตรง ๆ แต่จะประคองอิหร่าน ยื้อความชอบธรรมของสหรัฐฯ และเก็บแต้มทางการทูต
  • แก่นแท้ของวิกฤตนี้ไม่ใช่แค่การหยุดยิง หากแต่เป็นการต่อสู้เพื่อกำหนดสถาปัตยกรรมอำนาจชุดใหม่ของภูมิภาค
ข่าวลืออาจยังไม่ใช่ความจริงทั้งหมด แต่บางครั้งมันบอกเราได้ว่า ผู้เล่นในสนามอยากให้ความจริงเดินไปทางไหน และในตะวันออกกลาง เวลานี้ ทุกฝ่ายกำลังพยายามเขียนฉากจบคนละแบบ

อ้างอิง

  1. Reuters. (2026, April 11). Trump vows to blockade Strait of Hormuz after Iran peace talks fail to yield agreement.
    https://www.reuters.com/world/asia-pacific/us-iran-talks-pause-now-disagreements-remain-2026-04-11/
  2. Reuters. (2026, April 12). Iran's Guards will view military vessels approaching strait as ceasefire breach.
    https://www.reuters.com/world/middle-east/irans-guards-will-view-military-vessels-approaching-strait-ceasefire-breach-2026-04-12/
  3. AP News. (2026, April 12). Trump threatens Strait of Hormuz blockade after U.S.-Iran ceasefire talks end without agreement.
    https://apnews.com/article/a8a0d22918fc3fb30bc3abf1cd5c5a13
  4. Reuters. (2026, April 12). Saudi Arabia restores full capacity on East-West oil pipeline to 7 million bpd after attacks.
    https://www.reuters.com/business/energy/saudi-arabia-restores-full-capacity-east-west-oil-pipeline-7-million-bpd-after-2026-04-12/
  5. Reuters. (2026, April 9). China hopes relevant parties can grasp chance for peace in Iran war.
    https://www.reuters.com/world/asia-pacific/china-hopes-relevant-parties-can-grasp-chance-peace-iran-war-2026-04-09/
  6. AP News. (2026, April 12). Iran war diverts U.S. military and attention from Asia ahead of Trump's summit with China's leader.
    https://apnews.com/article/44891d1bdf2c6b47acc766a8faf69ec6
  7. Reuters / widely reported official statements summarized in press coverage. (2026, April 12). Putin signals Russia is ready to help mediate after failed talks.
    https://m.economictimes.com/news/international/global-trends/putin-says-russia-ready-to-mediate-middle-east-peace-in-call-with-iran-president/articleshow/130207907.cms
  8. Reuters. (2026, April 7). China and Russia veto UN resolution on protecting Hormuz shipping.
    https://www.reuters.com/world/china/china-vetoes-un-resolution-protecting-hormuz-shipping-2026-04-07/
  9. AP News. (2026, April 7). Russia and China veto watered-down UN resolution aimed at reopening the Strait of Hormuz.
    https://apnews.com/article/640e644b57df5c762ed9c57ef87b0427

บันทึกประวัติศาสตร์ 1 มิถุนายน 1945 ประธานาธิบดีทรูแมนเตือนญี่ปุ่นก่อนถล่มฮิโรชิมาและนางาซากิ


และ 6 สิงหาคม ปีเดียวกัน

เมื่ออคติฆ่าเหตุผล: ความบังเอิญไม่ใช่หลักฐาน และการทำลายตรรกะอันตรายยิ่งกว่าการเกลียดผู้นำ

เมื่ออคติฆ่าเหตุผล: ความบังเอิญไม่ใช่หลักฐาน และการทำลายตรรกะอันตรายยิ่งกว่าการเกลียดผู้นำ

เมื่ออคติฆ่าเหตุผล: ความบังเอิญไม่ใช่หลักฐาน และการทำลายตรรกะอันตรายยิ่งกว่าการเกลียดผู้นำ

อันตรายของการเหมารวม การจับแพะชนแกะ และการใช้ประวัติศาสตร์เป็นอาวุธทางอารมณ์แทนการใช้ปัญญา
ข้อความปัญหาที่กำลังถูกวิจารณ์
“มนุษย์ผู้ทำลายชีวิตคนนับล้านได้ มีคนเล่าว่าคือ 2 คนนี้ น่าจะเป็นคนเดียวกัน เพราะ ฮิตเลอร์ ตายเมื่อ 30 เมย.2488(1945) ส่วนนายทรัมเกิดเมื่อ 30 เมย.2488(1945)”

ในยุคที่ข้อมูลไหลเร็วกว่าเหตุผล และอารมณ์มักวิ่งนำหน้าความจริง สิ่งที่น่ากลัวที่สุดอาจไม่ใช่นักการเมืองคนใดคนหนึ่ง หากแต่คือภาวะที่ผู้คนเริ่มคุ้นชินกับการตัดสินโลกด้วยความบังเอิญ ความเกลียด และการจับโยงแบบไร้หลักคิด จนหลงลืมไปว่า การมีความรู้สึกไม่ชอบใคร ไม่ได้เปิดสิทธิให้เราทำลายมาตรฐานของเหตุผลลงเสียเอง

ข้อความที่ยกมาข้างต้นอาจดูเหมือนเป็นเพียงคำพูดเล่น ๆ หรือการเปรียบเทียบแบบประชดประชัน แต่แท้จริงแล้วมันสะท้อนปัญหาที่ลึกกว่านั้นมาก นั่นคือการเสื่อมถอยของวินัยทางความคิด เพราะผู้พูดไม่ได้กำลังเสนอหลักฐาน ไม่ได้กำลังวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ และไม่ได้กำลังชี้ให้เห็นความเหมือนเชิงโครงสร้างของบุคคลสองคน หากแต่กำลังใช้ “วันเดือนปี” (ซึ่งผิดแบบไม่น่าเชื่อ เนื่องจากทรัมพ์ เกิดวันที่ 14 มิถุนายน 2489 หรือ 1946) มาแทน “เหตุผล” ใช้ “อารมณ์” มาแทน “ข้อเท็จจริง” และใช้ “ความบังเอิญ” มาแทน “การพิสูจน์”

ความบังเอิญทางปฏิทิน ไม่ใช่ความสัมพันธ์ทางเหตุผล

แก่นของปัญหาอยู่ตรงนี้เอง การที่คนหนึ่งเสียชีวิตในวันเดียวกับที่อีกคนหนึ่งถือกำเนิด ไม่ได้มีความหมายอะไรในทางตรรกะ เว้นแต่เราจะพิสูจน์ความเชื่อมโยงนั้นได้ด้วยหลักฐานชนิดอื่นที่มีน้ำหนักรองรับ แต่ในกรณีนี้ไม่มีเลย สิ่งที่มีคือการลากเส้นเชื่อมระหว่างเหตุการณ์สองเหตุการณ์ที่ไม่เกี่ยวกัน แล้วแสร้งทำราวกับว่าการลากเส้นนั้นคือความจริง

หากยอมรับตรรกะแบบนี้ โลกทั้งโลกก็จะเต็มไปด้วยข้อสรุปประหลาดทันที เพราะในทุกวันมีคนตายและมีคนเกิดจำนวนมหาศาล เราอาจพูดได้ทุกอย่างโดยไม่ต้องพิสูจน์อะไรเลย แค่หยิบวันที่ตรงกันขึ้นมาแล้วใส่เรื่องเล่าตามใจชอบ (ซึ่ง เช่นนี้ไม่ใช่การคิด แต่เป็นการปรุงแต่งอคติให้ดูคล้ายเหตุผล และนี่เองคือจุดที่อันตราย เพราะเมื่อผู้คนเริ่มเสพการคิดแบบนี้บ่อยเข้า สมองจะค่อย ๆ สูญเสียความสามารถในการแยกแยะระหว่าง “สิ่งที่จริง” กับ “สิ่งที่อยากให้จริง”

การเอ่ยชื่อฮิตเลอร์ เพื่อปิดประตูไม่ให้คนคิดต่อ

อีกด้านหนึ่ง ข้อความดังกล่าวไม่ได้เพียงจับโยงวันตายกับวันเกิดเท่านั้น แต่มันยังอาศัยพลังทางอารมณ์ของชื่อ “ฮิตเลอร์” เป็นเครื่องมือด้วย เพราะในสำนึกสาธารณะ ฮิตเลอร์คือสัญลักษณ์สูงสุดของความชั่วร้ายทางการเมือง เมื่อนำชื่อนี้ไปประกบกับใคร ผู้ฟังจำนวนมากจะหยุดคิดทันที แล้วปล่อยให้อารมณ์เกลียดทำงานแทนปัญญา

นี่คือกลวิธีที่อันตรายอย่างยิ่งในสังคมประชาธิปไตย เพราะมันทำให้การวิจารณ์ทางการเมืองเสื่อมลงจากการตรวจสอบเชิงหลักการ กลายเป็นเพียงการสร้างปีศาจ การสร้างปีศาจนั้นง่าย มันไม่ต้องใช้ข้อมูล ไม่ต้องใช้ความแม่นยำ และไม่ต้องมีความรับผิดชอบต่อความจริง ขอเพียงปลุกอารมณ์ให้แรงพอ ผู้คนจำนวนมากก็จะพร้อมเชื่อต่อทันที โดยไม่ถามว่าความเปรียบเทียบนั้นยุติธรรมหรือไม่

การเกลียดทรัมพ์ไม่ใช่ปัญหา แต่การพังตรรกะของสังคมคือปัญหา

ในสังคมเสรี ใครจะชอบหรือไม่ชอบโดนัลด์ ทรัมพ์ ย่อมเป็นสิทธิส่วนบุคคล จะวิจารณ์เขาเรื่องนโยบาย เรื่องบุคลิก เรื่องสำนวนการเมือง หรือเรื่องผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงก็ทำได้เต็มที่ นั่นคือสิ่งปกติในระบอบที่เปิดให้ประชาชนตรวจสอบอำนาจ แต่การวิจารณ์ที่มีคุณภาพต้องตั้งอยู่บนฐานของข้อเท็จจริง หลักฐาน และกรอบวิเคราะห์ที่ซื่อตรง ไม่ใช่บนความพยายามจะทำให้เขากลายเป็นปีศาจด้วยวิธีใดก็ได้ แม้วิธีนั้นจะโง่เขลาเพียงใดก็ตาม

อันตรายของข้อความเช่นนี้จึงไม่ได้อยู่ที่มันโจมตีทรัมพ์เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่มันทำลายมาตรฐานร่วมของการใช้เหตุผลในสังคมต่างหาก เพราะถ้าผู้คนเริ่มยอมรับว่า เพียงมีวันเกิดตรงกับวันตายของใครบางคน ก็สามารถอนุมานไปถึงการเป็นคนคนเดียวกันได้ เมื่อนั้นเราไม่ได้แค่กำลังด่าทรัมพ์ แต่กำลังสอนคนรุ่นต่อไปว่า ไม่ต้องมีหลักฐานก็ได้ ขอเพียงมีเรื่องเล่าที่สะใจอคติของตนเองก็พอ

เมื่อมาตรฐานปัญญาถูกลดลง ทุกฝ่ายจะกลายเป็นเหยื่อ

คนจำนวนไม่น้อยคิดว่า การบิดตรรกะเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อโจมตีฝ่ายที่ตนไม่ชอบเป็นเรื่องยอมรับได้ เพราะมองว่าเป็นเพียงเครื่องมือทางวาทกรรม แต่ประวัติศาสตร์สอนเราซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า เมื่อสังคมยอมให้การใส่ร้ายแบบไร้หลักฐานกลายเป็นเรื่องปกติ วันหนึ่งเครื่องมือแบบเดียวกันนั้นจะย้อนกลับมาเล่นงานทุกฝ่ายอย่างไม่มีข้อยกเว้น วันนี้อาจใช้กับทรัมพ์ พรุ่งนี้อาจใช้กับนักวิชาการ นักข่าว นักกิจกรรม หรือคนธรรมดาที่เพียงคิดต่างจากกระแส

เพราะเมื่อเราละทิ้งหลักฐาน เหลือเพียงอารมณ์และความเชื่อ สังคมก็จะไม่ตัดสินกันด้วยความจริงอีกต่อไป แต่ตัดสินกันด้วยภาพจำ ด้วยการป้ายสี และด้วยแรงเชียร์ของฝูงชน เมื่อนั้นไม่ว่าฝ่ายไหนก็ไม่มีหลักประกันแห่งความยุติธรรมอีกแล้ว

สิ่งที่ควรสั่งสอน ไม่ใช่เพียงคนโพสต์ แต่คือวัฒนธรรมการคิดทั้งระบบ

ดังนั้น ข้อความแบบนี้ควรถูกตอบโต้ ไม่ใช่เพราะเราจำเป็นต้องปกป้องทรัมพ์เป็นพิเศษ แต่เพราะเราจำเป็นต้องปกป้องสติปัญญาของสังคม การปล่อยผ่านให้คำกล่าวอ้างประเภทนี้ลอยอยู่ในพื้นที่สาธารณะโดยไม่มีใครทักท้วง เท่ากับเรากำลังร่วมกันลดเพดานของเหตุผลลงทีละน้อย จนสุดท้ายผู้คนจะไม่แยกแล้วว่าอะไรคือข้อโต้แย้ง อะไรคือเรื่องแต่ง และอะไรคือการปลุกอารมณ์อย่างต่ำช้า

ผู้ที่โพสต์ข้อความลักษณะนี้อาจคิดว่าตนกำลังเปิดโปงความจริงบางอย่าง แต่ในความเป็นจริง เขากำลังเปิดโปงเพียงวิธีคิดของตนเอง ว่าเต็มไปด้วยอคติถึงขั้นยอมทิ้งตรรกะพื้นฐาน ยอมเหยียบความแม่นยำของประวัติศาสตร์ และยอมทำให้การสนทนาทางการเมืองตกต่ำลง เพื่อแลกกับความสะใจชั่วคราว

สิ่งที่สังคมต้องการไม่ใช่คนที่เกลียดผู้นำเก่งที่สุด หรือเชียร์ผู้นำเก่งที่สุด แต่คือคนที่ยังรักษาวินัยทางปัญญาไว้ได้ท่ามกลางความขัดแย้ง เพราะอารยธรรมทางการเมืองไม่ได้วัดกันที่ว่าเราชอบใครหรือเกลียดใคร แต่อยู่ที่ว่า แม้ยามเกลียด เราจะยังซื่อตรงต่อความจริงอยู่หรือไม่

หากเรายอมให้ความบังเอิญแทนที่หลักฐาน และยอมให้อคติแทนที่เหตุผล เราก็จะไม่ได้เพียงเข้าใจทรัมพ์ผิดเท่านั้น แต่จะเข้าใจโลกผิดไปทั้งระบบ และนั่นแหละ คือความอันตรายที่ใหญ่กว่าตัวทรัมพ์มากนัก

เรือบรรทุกน้ำมันเปล่าจากหลายประเทศกำลังมุ่งหน้าไปยัง สหรัฐอเมริกา

Donald J. Trump
@realDonaldTrump
สื่อเฟกนิวส์สูญเสียความน่าเชื่อถือไปทั้งหมดแล้ว (ถึงแม้พวกเขาจะไม่มีอยู่ตั้งแต่แรกก็ตาม) เพราะโรคร้าย "Trump Derangement Syndrome" หรือ TDS นั่นเอง พวกเขาชอบพูดว่า อิหร่าน “กำลังชนะ” ทั้งที่ทุกคนรู้ดีว่าอิหร่านกำลัง แพ้ยับ และ แพ้หนักมาก!
กองทัพเรือของพวกเขาหายไปแล้ว กองทัพอากาศหายไปแล้ว ระบบป้องกันภัยทางอากาศไม่มีอีกต่อไป เรดาร์ดับสนิท โรงงานผลิตขีปนาวุธและโดรนถูกทำลายเกือบหมด พร้อมด้วยขีปนาวุธและโดรนเองที่เหลืออยู่น้อยมาก
ที่สำคัญที่สุดคือ “ผู้นำ” เก่าแก่ของพวกเขาเหล่านั้น ไม่อยู่กับเราอีกต่อไปแล้ว... สาธุ!

สิ่งเดียวที่พวกเขายังมีเหลือคือ “ภัยคุกคาม” ว่าอาจมีเรือชนกับทุ่นระเบิดในทะเล แต่ทุ่นระเบิดเหล่านั้นก็ถูกวางโดยเรือวางทุ่นระเบิดทั้ง 28 ลำ ซึ่งตอนนี้เรือทั้งหมดก็จมอยู่ก้นทะเลเช่นกันขณะนี้เราเริ่มกระบวนการเคลียร์ช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อเป็นการช่วยเหลือประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมถึง จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฝรั่งเศส เยอรมนี และอีกหลายประเทศ มันน่าเหลือเชื่อที่พวกเขาไม่มีความกล้าหาญ หรือความตั้งใจที่จะทำภารกิจนี้ด้วยตัวเอง  ที่น่าสนใจมากคือ เรือบรรทุกน้ำมันเปล่าจากหลายประเทศกำลังมุ่งหน้าไปยัง สหรัฐอเมริกา เพื่อมา บรรทุกน้ำมัน อย่างคับคั่ง
ขอบคุณที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้!ประธานาธิบดี ดอนัลด์ เจ. ทรัมป์


โพสต์ล่าสุด

แจ้งฉุกเฉินเรื่องความปลอดภัยไซเบอร์ | Emergency Security Notice: Identity Theft

Emergency Security Notice: Identity Theft Emergency Notice ประกาศแจ้งเตือนด่วน Urgent Secur...

Popular Posts