20 ความผิดปกติของการเมืองไทย

20 ความผิดปกติของการเมืองไทย

20 ความผิดปกติของการเมืองไทย

คันฉ่องส่องไทย: ภาพสะท้อนโครงสร้าง กลไก และพฤติกรรมที่บิดเบือนหลักประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน

1. การสืบทอดอำนาจผ่านกลไกนอกระบบเลือกตั้ง

การออกแบบกติกาที่เปิดช่องให้กลุ่มที่ไม่ได้มาจากเสียงประชาชนมีอำนาจกำหนดผู้นำประเทศ ทำให้หลักอำนาจอธิปไตยของปวงชนถูกลดทอนในทางปฏิบัติ แม้จะยังมีการเลือกตั้งก็ตาม

2. ศูนย์อำนาจที่ไม่ต้องรับผิดชอบต่อสาธารณะ

เมื่อมีอำนาจกำหนดทิศทางรัฐโดยไม่อยู่ภายใต้กลไกตรวจสอบและความรับผิดทางการเมือง ระบบดุลยภาพย่อมเสียสมดุล และความโปร่งใสย่อมหดตัว

3. รัฐธรรมนูญที่ออกแบบเพื่อคงอำนาจ

รัฐธรรมนูญควรเป็นสัญญาประชาคม แต่หากเป็นผลผลิตของผู้ยึดอำนาจและกำหนดโครงสร้างเพื่อควบคุมเสียงประชาชน ก็ย่อมขัดต่อหลักประชาธิปไตยเชิงสาระ

4. อำนาจขององค์กรแต่งตั้งเหนือองค์กรเลือกตั้ง

เมื่อองค์กรที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งมีบทบาทชี้ขาดทางการเมือง เสียงประชาชนจะถูกทำให้ด้อยความหมาย

5. การใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมือง

การตีความหรือบังคับใช้กฎหมายแบบเลือกปฏิบัติทำให้หลักนิติรัฐถูกบิดเบือน และลดความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรม

6. องค์กรอิสระที่ถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นกลาง

หากองค์กรตรวจสอบถูกมองว่าเลือกข้าง ความชอบธรรมของระบบตรวจสอบถ่วงดุลย่อมสั่นคลอน

7. การจำกัดสิทธิทางการเมืองอย่างไม่สมส่วน

การยุบพรรคหรือเพิกถอนสิทธิ์ทางการเมืองด้วยเกณฑ์ตีความกว้าง อาจกลายเป็นเครื่องมือจำกัดการแข่งขัน

8. บทบาทกองทัพเหนือการควบคุมของพลเรือน

การแทรกแซงทางการเมืองโดยกองทัพทำให้ระบอบประชาธิปไตยไม่มั่นคง และทำลายหลัก civilian supremacy

9. วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด

เหตุการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ไม่เคยมีความรับผิดชอบอย่างจริงจัง ทำให้ความยุติธรรมเชิงเปลี่ยนผ่านไม่เกิดขึ้น

10. การจำกัดเสรีภาพการแสดงความคิดเห็น

การใช้กฎหมายความมั่นคงควบคุมการแสดงออกอย่างกว้างขวาง ทำให้พื้นที่สาธารณะหดตัว และบั่นทอนเสรีภาพขั้นพื้นฐาน

11. โครงสร้างเศรษฐกิจผูกขาด

เศรษฐกิจที่พึ่งพาทุนใกล้อำนาจรัฐและการแข่งขันไม่เสรี ทำให้โอกาสไม่เท่าเทียมและลดศักยภาพประเทศในระยะยาว

12. ระบบอุปถัมภ์ในราชการและการเมือง

การแต่งตั้งหรือเลื่อนตำแหน่งตามความใกล้ชิดมากกว่าความสามารถ ทำให้ประสิทธิภาพของรัฐถดถอย

13. การซื้อเสียงและแลกเปลี่ยนผลประโยชน์

เมื่อเสียงประชาชนกลายเป็นสินค้า ความชอบธรรมของการเลือกตั้งย่อมถูกทำลาย

14. การครอบงำข้อมูลข่าวสาร

การควบคุมหรือบิดเบือนข้อมูลทำให้ประชาชนไม่สามารถตัดสินใจบนฐานข้อมูลที่ครบถ้วน

15. การตีตราผู้เห็นต่าง

การสร้างวาทกรรมแบ่งแยกทำลายพื้นที่สนทนาในสังคม และขัดต่อหลัก pluralism

16. กระบวนการยุติธรรมที่ไม่สม่ำเสมอ

ความล่าช้าหรือการเลือกปฏิบัติในคดีการเมืองลดความเชื่อมั่นในศาลและหลักความเสมอภาค

17. การรวมศูนย์อำนาจเกินควร

การจำกัดอำนาจท้องถิ่นทำให้ประชาชนไม่สามารถกำหนดอนาคตของพื้นที่ตนเองได้อย่างแท้จริง

18. ความจงรักภักดีเหนือหลักเหตุผล

เมื่อความจงรักภักดีถูกใช้เป็นเกราะคุ้มกันการตรวจสอบ ความรับผิดชอบต่อสาธารณะจะลดลง

19. การศึกษาไม่ส่งเสริมการคิดเชิงวิพากษ์

ระบบการศึกษาที่หลีกเลี่ยงการตั้งคำถามต่ออำนาจ ทำให้พลเมืองขาดทักษะตรวจสอบและถ่วงดุล

20. ความเคยชินต่อความผิดปกติ

สิ่งที่อันตรายที่สุดคือการที่สังคมยอมรับสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องปกติ เมื่อความผิดปกติกลายเป็นความธรรมดา ประชาธิปไตยจะเหลือเพียงเปลือก

หลักฐานทุจริตมากเกินกว่านับใหม่ - ต้องโมฆะ จับผิดลงโทษ แล้วเลือกตั้งใหม่!

หลักฐานทุจริตมากเกินกว่านับใหม่ - ต้องโมฆะ จับผิดลงโทษ แล้วเลือกตั้งใหม่!

หลักฐานความไม่สุจริตมากเกินกว่านับใหม่!
ต้องประกาศโมฆะ จับคนผิดลงโทษเป็นเยี่ยงอย่าง แล้วจัดเลือกตั้งใหม่โดยเร็ว

การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 เต็มไปด้วยหลักฐานทุจริตชัดเจน: เรื่องร้องเรียนเกือบ 5,000 กรณี (กกต. ยอมรับสอบ 113 สำนวน ส่วนใหญ่ซื้อเสียง), สายรัดหีบทิ้งขยะ, เอกสารนับคะแนนผิดปกติ, บัตรเขย่ง, การซื้อเสียงหัวละสูงสุด 7,500 บาท, การโกงเป็นระบบ (ซื้อทั้งหน่วยเลือกตั้ง) เสียงร้องระงมทั่วแผ่นดิน ถ้าแค่นับใหม่ไม่พอแก้ปัญหา เพราะหลักฐานชี้ว่ากระบวนการทั้งระบบถูกแทรกแซง ต้องประกาศ **โมฆะ** การเลือกตั้ง จับกุมผู้กระทำผิดลงโทษเด็ดขาด แล้วจัดเลือกตั้งใหม่ด้วยระบบโปร่งใสเข้มงวดกว่าเดิม

ความไม่สุจริตระดับนี้ ไม่ใช่แค่ "ผิดพลาด" แต่เป็นการทำลายประชาธิปไตย ถ้าปล่อยผ่าน จะกลายเป็นแบบอย่างให้ทุจริตครั้งต่อไปหนักกว่าเดิม!

1. ฟื้นฟูความยุติธรรม: เสียงจริงถูกทำลายจากทุจริตระบบ

หลักฐานชัด: บัตรเขย่ง (คะแนนรวมเกินผู้มาใช้สิทธิ), สายรัดหีบทิ้งขยะ, การนับไม่แสดงบัตรให้สังเกต การเลือกตั้งใหม่ต้องมาพร้อมการประกาศโมฆะเขตที่มีหลักฐานชัด เพื่อให้รัฐบาลเกิดจาก legitimacy จริง ไม่ใช่จากเงินซื้อหรือการโกง

2. สร้างความเชื่อมั่น: ระบบปัจจุบันเสีย faith หมดแล้ว

ประชาชนสูญเสียความเชื่อมั่นใน กกต. อย่างสิ้นเชิง เรื่องร้องเรียนทะลัก 5,000 กรณี การรีเซ็ตด้วยโมฆะ + ปฏิรูป transparency (real-time counting, international observers) เท่านั้นถึงจะดึงความเชื่อมั่นและการลงทุนกลับมา

3. ลดความขัดแย้ง: ป้องกันจลาจลและความรุนแรง

เสียงโกรธดังระงม ถ้าปล่อยไว้จะลุกลามเป็นประท้วงใหญ่ การประกาศโมฆะ จับผิดลงโทษ แล้วเลือกตั้งใหม่ คือการดับไฟก่อนลาม ประหยัดค่าปราบปรามและชีวิตคนมากกว่าค่าจัดเลือกตั้งหลายเท่า

4. พัฒนาเศรษฐกิจระยะยาว: รัฐบาลจากโกงนำไปสู่ความถดถอย

รัฐบาลที่มาจากทุจริต จะโฟกัสถอนทุนแทนแก้ปัญหาจริง การโมฆะและเลือกตั้งใหม่เปิดทางให้ผู้นำแท้จริง นำไปสู่ GDP สูงขึ้น คอร์รัปชันลด คุณภาพชีวิตดีขึ้น

5. ปกป้องสิทธิพลเมือง: ละเมิดสิทธิเลือกตั้งขั้นพื้นฐาน

การโกงคือการละเมิดรัฐธรรมนูญและกฎหมายสากล การประกาศโมฆะ + ลงโทษผู้กระทำผิด ยืนยันว่ารัฐเคารพนิติรัฐ ส่งสัญญาณดีต่อโลก ป้องกันแซงก์ชัน

6. ดัดสันดานนักการเมืองสกปรก + ทำลายโมเดลซื้ออำนาจ

พวกเขาลงทุนมหาศาล (ซื้อเสียงหัวละ 7,500 บาท เงินสะพัดหลักแสนล้าน) คิดถอนทุนคืนผ่านอำนาจ แต่หลักฐานทุจริตชัดขนาดนี้ ต้อง:

  • ประกาศโมฆะ เขต/ทั้งประเทศที่พบหลักฐาน ไม่ใช่แค่นับใหม่
  • จับกุมลงโทษเด็ดขาด — สอบสวนจริงจัง ใบแดงถาวร ริบทรัพย์ ติดคุก เป็นเยี่ยงอย่าง
  • เสียเงินฟรี + ชนะไม่ได้อีก — ประชาชนตื่นตัว โกงยากขึ้นถาวร คนรุ่นใหม่เลือกนโยบายแทนเงิน

นี่คือการทำลายวัฒนธรรมซื้ออำนาจแบบ root and branch ทำให้การเมืองไทยสะอาดขึ้นจริง

สรุป: หลักฐานทุจริตมากเกินกว่านับใหม่!
ต้องประกาศ โมฆะ จับคนผิดลงโทษเป็นเยี่ยงอย่าง แล้วจัดเลือกตั้งใหม่โดยเร็ว
นี่คือ investment สูงสุดเพื่อชาติ: ยุติธรรม มั่นคง เจริญก้าวหน้า ไม่มีทางเลือกอื่น!
เพื่อแผ่นดินไทย - เพื่อประชาชนที่ถูกโกง
#โมฆะเลือกตั้ง69 #จับผู้กระทำผิด #เลือกตั้งใหม่โดยเร็ว #ยุติธรรมต้องมา 🇹🇭

กกต. ไม่ได้อยู่เหนือกฎหมารย ทำผิดจริงต้องรับโทษหนักเช่นกัน

ความรับผิดของ กกต. ตามกฎหมายไทย

ความรับผิดของ กกต. หากกระทำผิดและก่อให้เกิดความเสียหาย

หากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กระทำการโดยมิชอบ จนก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศหรือประชาชน กฎหมายไทยกำหนดกลไกความรับผิดไว้หลายระดับ ทั้งทางอาญา ทางวินัย และทางแพ่ง ดังนี้

1. ความรับผิดตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560

มาตรา 234–236 กำหนดให้สามารถดำเนินการถอดถอนกรรมการองค์กรอิสระได้ หากมีพฤติการณ์:

  • ทุจริตต่อหน้าที่
  • จงใจใช้อำนาจขัดรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย
  • ประพฤติผิดร้ายแรง
กระบวนการ: ผู้ร้อง → วุฒิสภา → ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผล: พ้นจากตำแหน่ง และอาจเพิกถอนสิทธิทางการเมือง

2. ความรับผิดทางอาญา (ประมวลกฎหมายอาญา)

มาตรา 157

เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือโดยทุจริต โทษ: จำคุก 1–10 ปี หรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 200–205

ความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง เช่น การรับผลประโยชน์เพื่อเอื้อประโยชน์ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

3. พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. พ.ศ. 2560

กำหนดหน้าที่และมาตรฐานจริยธรรมของกรรมการ กกต. หากฝ่าฝืนหน้าที่ อาจถูกดำเนินการ:

  • ถอดถอน
  • ดำเนินคดีอาญา
  • เพิกถอนสิทธิ

4. พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539

หากการกระทำของ กกต. ทำให้รัฐเสียหาย:

  • ประชาชนฟ้องเรียกค่าเสียหายจากหน่วยงานรัฐได้
  • รัฐมีสิทธิไล่เบี้ยเรียกเงินคืนจากกรรมการ หากพิสูจน์ได้ว่า “จงใจ” หรือ “ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง”

5. กลไก ป.ป.ช.

หากเข้าข่ายทุจริต ร่ำรวยผิดปกติ หรือใช้อำนาจโดยมิชอบ สำนักงาน ป.ป.ช. มีอำนาจไต่สวนและส่งฟ้องศาลฎีกาฯ

สรุปเชิงโครงสร้าง

หาก กกต. กระทำผิดจนเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินการ 4 ทางหลัก:

  • คดีอาญา (เช่น มาตรา 157)
  • ถอดถอนตามรัฐธรรมนูญ
  • ชดใช้ค่าเสียหายทางละเมิด
  • ไต่สวนโดย ป.ป.ช.

หัวใจสำคัญในทางกฎหมายคือ “การพิสูจน์เจตนา” เพราะหากเป็นเพียงความเห็นทางกฎหมายหรือการใช้ดุลพินิจโดยสุจริต ศาลอาจไม่ถือว่าเป็นความผิดอาญา

เหตุผลที่ต้องเลือกตั้งใหม่ - คุ้มค่ากว่าที่คิด!

เหตุผลที่ต้องเลือกตั้งใหม่ - คุ้มค่ากว่าที่คิด!

เหตุผลที่ต้องจัดการเลือกตั้งใหม่
คุ้มค่ากว่าที่คิดมาก!

การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เต็มไปด้วยข้อครหาทุจริต การซื้อเสียง การนับคะแนนไม่โปร่งใส เสียงร้องเรียนดังระงมทั่วประเทศ ถ้าไม่จัดการเลือกตั้งใหม่ เราจะเสียมากกว่าแค่เงิน แต่เสียอนาคตทั้งชาติ

1. ฟื้นฟูความยุติธรรมและเจตจำนงของประชาชน

ผลการเลือกตั้งต้องสะท้อนเสียงจริง ไม่ใช่เสียงที่ถูกซื้อหรือถูกจัดการ การเลือกตั้งใหม่ด้วยระบบตรวจสอบเข้มงวด (real-time counting, international observers) จะทำให้รัฐบาลมาจาก legitimacy จริงๆ ไม่ใช่จากเงินใต้โต๊ะ

2. สร้างความเชื่อมั่นในระบบประชาธิปไตย

ตอนนี้ประชาชนสูญเสีย faith ใน กกต. และระบบทั้งหมด การรีเซ็ตด้วยการเลือกตั้งใหม่ + ปฏิรูป transparency จะดึงดูดการลงทุนและความมั่นคงทางเศรษฐกิจกลับมา

3. ลดความขัดแย้งและป้องกันความรุนแรง

เสียงโกรธที่ดังขึ้น ถ้าปล่อยไว้จะกลายเป็นประท้วงใหญ่ จลาจล การเลือกตั้งใหม่คือการดับไฟก่อนลาม เปลี่ยนความโกรธเป็นความหวัง ประหยัดค่าปราบปรามและฟื้นฟูมากกว่าค่าจัดเลือกตั้งหลายเท่า

4. ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะยาว

รัฐบาลที่มาจากการโกง มักทุ่มงบให้พวกพ้องแทนแก้ปัญหาจริง การเลือกตั้งใหม่เปิดโอกาสให้ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ขึ้นมา นำไปสู่ GDP ที่สูงขึ้น คอร์รัปชันลดลง คุณภาพชีวิตดีขึ้น

5. ปกป้องสิทธิพลเมืองและหลักนิติรัฐ

การเลือกตั้งโกงคือการละเมิดสิทธิพื้นฐาน การเลือกตั้งใหม่ยืนยันว่ารัฐเคารพกฎหมาย ส่งสัญญาณดีต่อนานาชาติ ป้องกันการถูกแซงก์ชันหรือสูญเสียความช่วยเหลือ

6. ดัดสันดานนักการเมืองสกปรก + ทำลายโมเดล "ซื้ออำนาจ"

พวกเขาลงทุนมหาศาล (ซื้อเสียงหัวละสูงสุด 7,500 บาท เม็ดเงินสะพัดหลักแสนล้าน) คิดว่าจะถอนทุนคืนผ่านอำนาจรัฐ แต่การเลือกตั้งใหม่ทำให้:

  • เสียเงินฟรี 100% — เงินซื้อเสียง ซื้อหน่วยเลือกตั้ง สูญเปล่า ไม่มีใครได้อำนาจ
  • ชนะยากขึ้นถาวร — ประชาชนตื่นตัว ไม่อยากขายเสียงอีก การจับตาเข้มงวด + เทคโนโลยี ทำให้โกงยาก
  • เสี่ยงถูกดำเนินคดี — สอบสวนจริงจัง อาจโดนใบแดงถาวร ริบทรัพย์ หรือติดคุก

นี่คือการทำลายวัฒนธรรม "ซื้ออำนาจแล้วถอนทุน" แบบ root and branch ทำให้การเมืองไทยสะอาดขึ้น คนรุ่นใหม่เลือกใช้นโยบายแทนเงิน

สรุป: การเลือกตั้งใหม่ไม่ใช่เสียเงินเปล่า แต่เป็น investment ที่ให้ ROI สูงสุด
เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส รีบูตวัฒนธรรมการเมืองทั้งระบบ เพื่อชาติที่ยุติธรรม มั่นคง และเจริญก้าวหน้า
เขียนเพื่อแผ่นดินไทย - เพื่อประชาชนทุกคน
#เลือกตั้งใหม่ #ยุติธรรมต้องมา #เพื่อชาติ

Accelerator Day 1 – Tense Frame Shifts: Narrative Past vs Analytical Present

Accelerator Day 1 – Tense Frame Shifts: Narrative Past vs Analytical Present
High-Intermediate Practice • Thai EFL • 25 items

Accelerator Day 1

Tense Frame Shifts: Narrative Past vs Analytical Present

Instant feedback
🧠Explanation-first design
📈Skill analytics

Rationale: Why this “Accelerator” series?

This series is designed to help intermediate-to-high-intermediate learners cross the threshold into advanced proficiency. Many learners plateau not because they lack effort, but because practice is often too narrow (only grammar drills) or too shallow (right/wrong without diagnosis). Accelerator sets push learners upward by training multiple dimensions of competence in one coherent experience.

  • Language control: grammar accuracy + tense frame management (narrative past vs analytical present).
  • Meaning control: paraphrasing and interpretation (what the sentence/passage truly implies).
  • Lexical precision: vocabulary-in-context and collocation awareness.
  • Pedagogical soundness: immediate feedback, targeted error explanations, and review of missed items.
  • Metacognition: a final report that shows accuracy by skill tag—so learners know what to fix next.

Tip for Thai EFL learners: focus on the “why” in explanations. Advanced level growth is largely about choosing forms that fit the intended frame (time + stance + purpose), not only choosing the “grammatically possible” form.

Progress: Item 1 / 25Score: 0 / 0
Off

คันฉ่องส่องไทย: ความไม่ชอบมาพากลในการจัดหน่วยเลือกตั้ง 2569

คันฉ่องส่องไทย: ความไม่ชอบมาพากลในการจัดหน่วยเลือกตั้ง 2569

คันฉ่องส่องไทย: ความไม่ชอบมาพากลในการจัดหน่วยเลือกตั้ง 2569

โดย ดร. เพียงดิน รักไทย (มหาวิทยาลัยประชาชน)

ในฐานะพลเมืองไทยที่เฝ้าติดตามการเมืองอย่างใกล้ชิด เราต้องยอมรับว่าการเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 ได้กลายเป็นเวทีที่สะท้อนถึงความล้มเหลวของระบบประชาธิปไตยไทยอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของการจัดหน่วยเลือกตั้งและการนับคะแนน ซึ่งเต็มไปด้วยความไม่ชอบมาพากลที่ทำให้ประชาชนหมดศรัทธา จากรายงานข่าวและข้อมูลจากองค์กรภาคประชาชนอย่าง We Watch และ VOTE62 พบความผิดปกติมากกว่า 4,979 รายงานทั่วประเทศ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่ "ข้อผิดพลาดมนุษย์" แต่เป็นสัญญาณของการแทรกแซงและทุจริตที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง จนถึงขั้นน่าตกใจและเรียกร้องให้มีการตรวจสอบอย่างเร่งด่วน

ตัวอย่างความไม่ชอบมาพากลที่พบเจอ

จากสรุปข่าวและรายงานที่ออกมามากมาย เราสามารถรวบรวมปัญหาหลัก ๆ ได้ดังนี้ ซึ่งหลายกรณีชี้ให้เห็นถึงความไม่โปร่งใสและอาจเอื้อประโยชน์ให้พรรคบางกลุ่ม โดยเฉพาะพรรคอนุรักษ์นิยมที่ถูกกล่าวหาว่ามีอิทธิพลในพื้นที่:

  • ตัวเลขไม่ตรงยอดรวม (บัตรเขย่ง): พบในหลายพื้นที่ เช่น จ.นครสวรรค์ เขต 1 ที่คะแนนรวม 89,280 แต่ผู้มาใช้สิทธิ์เพียง 86,040 (ส่วนต่างกว่า 3,000 ใบ); จ.แพร่ เขต 2 คะแนนรวม 82,693 แต่ผู้มาใช้สิทธิ์ 76,409 (ส่วนต่างกว่า 6,000 ใบ); พิจิตร เขต 1 ผู้ใช้สิทธิ์ 100,830 แต่คะแนนรวม 113,775; สกลนคร ผู้มาใช้สิทธิ์ 440 แต่บัตรนับได้ 545; ขอนแก่น เขต 11 บัตรดี 74,696 แต่คะแนนรวม 97,904 นอกจากนี้ ตัวเลขผู้มาใช้สิทธิ์ ส.ส.เขต กับบัญชีรายชื่อบนเว็บไซต์ กกต. ไม่ตรงกันแม้แต่จังหวัดเดียว สร้างข้อสงสัยว่ามีการเพิ่มบัตรปลอมหรือไม่
  • ขานคะแนนผิดและรวมคะแนนผิด: มีรายงานจากหน่วยเลือกตั้งหลายแห่ง เช่น การขานเบอร์ผิด ขีดคะแนนผิด หรือรวมคะแนนไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะในพื้นที่มืดสลัวที่ทำให้ผู้สังเกตการณ์มองไม่ชัด เช่น หน่วยเลือกตั้งที่ 100 โรงเรียนตำรวจภูธร 8 จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งการนับคะแนนเกิดในที่มืด ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบรายละเอียดบัตรได้
  • ไม่ยอมให้คนตรวจสอบหรือสังเกตการณ์: เจ้าหน้าที่บางหน่วยไม่ให้ผู้แทนพรรคหรือประชาชนถ่ายภาพการนับคะแนน หรือไม่ยอมให้เข้าใกล้ เช่น ในกรณีชลบุรี เขต 1 ที่ประชาชนประท้วงไม่ให้ขนย้ายหีบบัตรเพราะสงสัยพิรุธ แต่ถูกขัดขวาง นอกจากนี้ยังมีกรณีไฟดับระหว่างนับคะแนน ทำให้มองไม่เห็นกระบวนการ
  • นับบัตรดีเป็นบัตรเสีย โดยเฉพาะถ้ากาพรรคประชาชน: มีข้อกล่าวหาว่าบัตรที่กาพรรคประชาชน (หรือพรรคก้าวหน้า) ถูกวินิจฉัยเป็นบัตรเสียอย่างผิดปกติ เช่น บัตรดีถูกขานว่าเสีย หรือบัตรเสียถูกขานว่าดี โดยเฉพาะในพื้นที่ฐานเสียงของพรรคอนุรักษ์นิยม รายงานจาก VOTE62 พบปัญหานี้ใน ส.ส.เขต 517 รายงาน และบัตรเขย่ง 340 รายงาน บัตรเสียทั้งประเทศทะลุ 1.2 ล้านใบสำหรับแบ่งเขต และ 1.5 ล้านใบสำหรับบัญชีรายชื่อ ซึ่งสูงผิดปกติ
  • ปัญหาอื่น ๆ ที่น่าตกใจ: เช่น การจัดการบัตรผิดวิธี, เจ้าหน้าที่ฉีกบัตรผิดพลาด, เตรียมทุจริตหย่อนบัตรเพิ่ม, คูหาเลือกตั้งไม่เป็นความลับ (ไม่มีแผงกั้นทึบหรือจัดแออัด), ไม่ติดประกาศเอกสารสำคัญให้ประชาชนตรวจสอบได้, และการขู่ขวัญผู้สังเกตการณ์ เช่น ในสุพรรณบุรีที่ตำรวจมาเพิ่มตอนดึกขณะประชาชนเฝ้าหีบบัตรน้อยกว่า 20 คน หรือในมหาสารคามที่นิสิตถูกขู่ขณะปักหลักเฝ้า

ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่สะท้อนถึงข้อจำกัดของ กกต. และเจ้าหน้าที่หน่วยเลือกตั้งที่ถูกอบรมด้วยงบ 480 ล้านบาท แต่ยังเกิดความผิดพลาดซ้ำซาก แม้ กกต. จะชี้แจงว่าสามารถทักท้วงได้ระหว่างนับคะแนน (ตามมาตรา 124 พ.ร.ป.เลือกตั้ง) แต่ในทางปฏิบัติ หลายกรณีถูกปฏิเสธหรือไม่ได้รับการแก้ไขทันที ทำให้ประชาชนต้องออกมาร้องเรียนและเรียกร้อง #นับใหม่ทั้งประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่อย่าง ชลบุรี (เขต 1, 3, 8), สุพรรณบุรี เขต 1, ปราจีนบุรี เขต 2, มหาสารคาม และอื่น ๆ

เรียกร้องความยุติธรรม

ระบบเลือกตั้งไทยตอนนี้ถูกครอบงำด้วย "ระบอบเก่า" ที่เอื้อให้เกิดการทุจริตแบบนี้ หากเราไม่ยืนหยัดเรียกร้อง การเลือกตั้งครั้งต่อไปจะยิ่งเลวร้าย ประชาชนสมควรได้รับประชาธิปไตยที่แท้จริง ไม่ใช่การโกงที่ปกปิดด้วยกฎหมาย ผมขอเชิญชวนทุกคนร่วมกันส่อง "คันฉ่อง" นี้ให้ชัดเจน และผลักดันให้มีการตรวจสอบอย่างโปร่งใส

#เลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ #นับใหม่ทั้งประเทศ #เลือกตั้ง69 #กกตโกงการเลือกตั้ง #พรรคประชาชน

ด้วยความหวังในวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า
ดร. เพียงดิน รักไทย
คันฉ่องส่องไทย – มหาวิทยาลัยประชาชน
11 กุมภาพันธ์ 2569

ความสำคัญของการเลือกตั้งที่เสรี เป็นธรรม และปราศจากการทุจริต

ความสำคัญของการเลือกตั้งที่เสรี เป็นธรรม และปราศจากการทุจริต

ทำไมการเลือกตั้งที่เสรี เป็นธรรม และปราศจากการทุจริต
จึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้
ในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ในระบอบประชาธิปไตย การเลือกตั้งถือเป็นหัวใจสำคัญที่สะท้อนถึงเจตจำนงของประชาชนและเป็นเครื่องมือหลักในการถ่ายโอนอำนาจจากประชาชนไปยังผู้แทนที่พวกเขาเลือก การเลือกตั้งที่เสรี เป็นธรรม และปราศจากการทุจริตหรือการซื้อ-ขายเสียง จึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ หากต้องการให้ประชาธิปไตยพัฒนาไปสู่ความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

เพราะหากการเลือกตั้งถูกบิดเบือนด้วยการทุจริต มันจะไม่เพียงแต่ทำให้ผลลัพธ์ขาดความชอบธรรม แต่ยังทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบทั้งหมด ส่งผลให้เกิดความไม่มั่นคงทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในระยะยาว

เหตุผลหลักที่การเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมเป็นสิ่งจำเป็น

  1. พื้นฐานของหลักการประชาธิปไตยที่เท่าเทียมกัน — ประชาชนทุกคนมีสิทธิ์ออกเสียงอย่างเสรี โดยไม่ถูกข่มขู่หรือล่อลวงด้วยผลประโยชน์
  2. ความชอบธรรมของรัฐบาล — หากมีการซื้อเสียงหรือทุจริต รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะขาดความชอบธรรม และไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการที่แท้จริงของประชาชนได้
  3. ป้องกันการคอร์รัปชันในระดับสูง — ผู้ที่ได้อำนาจมาด้วยวิธีไม่สุจริต มักใช้อำนาจนั้นเพื่อปกป้องผลประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าส่วนรวม
  4. ความมั่นคงของระบบ — การทุจริตนำไปสู่ความขัดแย้งทางสังคม การประท้วง หรือแม้แต่การรัฐประหาร

ตัวอย่างจากเหตุการณ์จริง: การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569

การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งประชาชนคาดหวังว่าจะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง แต่กลับมีรายงานความไม่ชอบมาพากลหลายประการ:

  • คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้รับข้อร้องเรียน 113 รายการ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการซื้อเสียง
  • คลิปวิดีโอไวรัลในจังหวัดขอนแก่น แสดงการแจกเงินเพื่อซื้อเสียง
  • กกต. ยอมรับมีการทุจริตในจังหวัดสุราษฎร์ธานี 3 ราย เชียงรายและราชบุรีอย่างละ 1 ราย มีหลักฐานชัดเจนพอดำเนินคดี
  • ในจังหวัดน่าน เจ้าหน้าที่ฉีกบัตรลงคะแนนผิดพลาด 69 ใบ
  • จังหวัดปทุมธานีและชลบุรี มีการประท้วงเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่ ประชาชนล้อมรถบรรทุกหีบบัตรเลือกตั้ง
  • เกิดแฮชแท็ก #นับใหม่ทั้งประเทศ และ #กกตมีไว้ทำไม แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว

ปัญหาการทุจริตจากเจ้าหน้าที่ควบคุมการเลือกตั้ง: การขานคะแนนผิด จับผิดบัตร และตัวเลขคะแนนผิดปกติ

นอกจากการซื้อเสียงแล้ว ปัญหาที่รุนแรงและชัดเจนในเลือกตั้งครั้งนี้คือการกระทำของเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) และ กกต. ที่ดูเหมือนทำงานแบบมีเลศนัย ทำให้เกิดการบิดเบือนคะแนนเสียงอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะกรณีที่กระทบพรรคประชาชน (ปชน.) อย่างเห็นได้ชัด

  • การขานคะแนนผิดหรือไม่โปร่งใส — เจ้าหน้าที่ขานคะแนนผิดโดยเจตนา ไม่หันบัตรให้ผู้สังเกตเห็น ไม่ให้ถ่ายวิดีโอ หรือคลุมกล้องวงจรปิด พบในหลายจังหวัด เช่น ชลบุรี เขต 1 เขียนคะแนนผิดจาก 230 เป็น 130 และสุพรรณบุรี เขต 3 ขานคะแนนโดยไม่โชว์บัตร
  • การจับผิดบัตรหรือทำให้บัตรเสียโดยเลือกปฏิบัติ — บัตรที่กาพรรคประชาชนถูกตีความว่าเสียอย่างผิดปกติ (เช่น รอยพับถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเส้นฉีก) ในลำปาง เขต 2 มีบัตรเสียกว่า 7,000 ใบ ซึ่งมากกว่าส่วนต่างแพ้-ชนะ (ราว 2,000 คะแนน) ทำให้เรียกร้องนับใหม่
  • ความผิดปกติตัวเลขคะแนน (บัตรเขย่ง/คะแนนเกินผู้ใช้สิทธิ์) — จำนวนคะแนนรวมมากกว่าผู้มาใช้สิทธิ์ บ่งชี้การยัดบัตรหรือรายงานผิด
    • ขอนแก่น เขต 11: ผู้มาใช้สิทธิ์ 74,969 คน แต่พรรคภูมิใจไทยได้ 97,994 คะแนน (เกินจำนวนผู้ใช้สิทธิ์ทั้งหมด)
    • พิจิตร เขต 1: ผู้ใช้สิทธิ์ 100,830 คน แต่คะแนนรวม 130,175 คะแนน (ต่างกว่า 29,000 ใบ)
    • นครสวรรค์ เขต 1: คะแนนรวม 89,280 แต่ผู้ใช้สิทธิ์ 86,040 (ต่าง 3,240 ใบ)
  • ปัญหาอื่น ๆ — ชื่อผู้สมัครพรรคประชาชนหายจากบอร์ดในหลายจังหวัด, QR code แสดงข้อมูลปีเก่า, ใส่รหัสซองผิด ทำให้บัตรไปผิดเขต, ในค่ายทหารมีการปลุกใจไม่ให้เลือกบางพรรค

ปัญหาเหล่านี้ทำให้เกิดการประท้วง นอนเฝ้าหีบ (เช่น ชลบุรี เขต 1) และเรียกร้องนับใหม่หลายเขต สะท้อนว่าการทุจริตไม่ได้เกิดจากประชาชนเท่านั้น แต่มาจาก "ผู้ควบคุมระบบ" เอง ซึ่งหากไม่แก้ไข จะทำลายความน่าเชื่อถือของประชาธิปไตยอย่างสิ้นเชิง

“หากไม่แก้ไขปัญหาการทุจริตและความไม่ชอบมาพากล ประชาธิปไตยไทยจะไม่สามารถพัฒนาได้อย่างยั่งยืน การประท้วงและข้อร้องเรียนเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนว่าประชาชนต้องการระบบที่ยุติธรรมมากขึ้น”

การพัฒนาประชาธิปไตยให้สมบูรณ์จึงต้องเริ่มต้นจากการปฏิรูประบบเลือกตั้งให้โปร่งใส มีการใช้เทคโนโลยีตรวจสอบ มีผู้สังเกตการณ์อิสระ และลงโทษผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด หากทำได้ ประชาธิปไตยไทยจะก้าวไปสู่ความสมบูรณ์ที่แท้จริง โดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง

เขียนโดย Piangdin Rakthai (@piangdin) • 9-10 กุมภาพันธ์ 2569

สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้ โดยโปรดอ้างอิงแหล่งที่มา และอัปเดตข้อมูลล่าสุดจาก กกต. / สื่อที่น่าเชื่อถือ

ตัวอย่างประเทศที่การเลือกตั้งเป็นเพียงพิธีการ เพื่อผลที่ถูกกำหนดไว้แล้ว

ตัวอย่างประเทศที่การเลือกตั้งเป็นเพียงพิธีการ

ตัวอย่างประเทศที่การเลือกตั้งเป็นเพียงพิธีการ

ประเทศที่การเลือกตั้งถูกมองว่าเป็นเพียงพิธีการ โดยผลลัพธ์ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าผ่านกลไกต่าง ๆ เช่น การซื้อเสียง การโกงนับคะแนน การตัดสิทธิฝ่ายค้าน และการตั้งกติกาที่กดดันฝ่ายตรงข้าม ทำให้ผู้นำเผด็จการสามารถสืบทอดอำนาจได้หลายทศวรรษ:

ตัวอย่างทั่วโลก

  • รัสเซีย (Russia): ภายใต้การปกครองของวลาดิมีร์ ปูตินตั้งแต่ปี 1999 การเลือกตั้งถูกควบคุมผ่านการฉ้อโกงขนาดใหญ่ เช่น การประมาณว่ามีเสียงปลอมถึง 22 ล้านเสียงในการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2024 รวมถึงการปราบปรามฝ่ายค้าน การเซ็นเซอร์สื่อ และการจับกุมนักวิจารณ์ ทำให้ปูตินชนะด้วยคะแนนถล่มทลายทุกครั้ง.
  • เวเนซุเอลา (Venezuela): ตั้งแต่ยุคฮูโก ชาเวซ (1999) จนถึงนิโคลัส มาดูโรในปัจจุบัน การเลือกตั้งถูกกำกับด้วยการข่มขู่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง การยักย้ายบัตรลงคะแนน การใช้ทรัพยากรรัฐเพื่อซื้อเสียง และการห้ามผู้สมัครฝ่ายค้านลงแข่ง ทำให้มาดูโรประกาศชัยชนะแม้ฝ่ายค้านมีหลักฐานแสดงผลจริงที่ต่างออกไป ส่งผลให้ระบอบนี้ยืดเยื้อท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ.
  • เบลารุส (Belarus): อเล็กซานเดอร์ ลูคาเชนโกปกครองตั้งแต่ปี 1994 โดยการเลือกตั้งถูกจัดว่าเป็นการแสดงเพื่อรักษาภาพลักษณ์ แต่เต็มไปด้วยการฉ้อโกง การปราบปรามฝ่ายค้าน การห้ามพรรคตรงข้ามลงแข่ง และการนับคะแนนที่ไม่โปร่งใส ทำให้เขาชนะทุกครั้งและสืบทอดอำนาจนานกว่า 3 ทศวรรษ.
  • ตูนิเซีย (Tunisia): ในปี 2024 ประธานาธิบดีไกส์ ไซเอ็ดได้รับคะแนนกว่า 90% หลังจากจับกุมหรือตัดสิทธิผู้สมัครฝ่ายค้านเกือบทั้งหมด การปฏิเสธให้องค์กรสังเกตการณ์เข้าตรวจสอบ และการใช้กฎหมายกดดัน ทำให้การเลือกตั้งกลายเป็นเครื่องมือยืดอายุอำนาจแม้ประเทศเคยผ่านการปฏิวัติประชาธิปไตย.

ตัวอย่างในเอเชีย

  • กัมพูชา (Cambodia): ภายใต้การปกครองของฮุน เซนตั้งแต่ปี 1985 และตอนนี้ฮุน มานี ลูกชายของเขา การเลือกตั้งถูกกำกับผ่านการห้ามพรรคฝ่ายค้านลงแข่ง การจับกุมนักวิจารณ์ และการใช้กฎหมายกดดัน ทำให้พรรค CPP ชนะถล่มทลายทุกครั้ง เช่น ในปี 2023 ที่ถูกวิจารณ์จากนานาชาติว่าไม่เป็นธรรม.
  • จีน (China): ภายใต้พรรคคอมมิวนิสต์จีนตั้งแต่ปี 1949 การเลือกตั้งระดับชาติไม่มีจริง แต่มีเลือกตั้งท้องถิ่นที่ถูกควบคุมอย่างเข้มงวด ผู้สมัครต้องได้รับการอนุมัติจากพรรค และสื่อถูกเซ็นเซอร์ ทำให้ซี จิ้นผิงสืบทอดอำนาจแบบไม่มีขีดจำกัด.
  • เกาหลีเหนือ (North Korea): ภายใต้ตระกูลคิมตั้งแต่ปี 1948 การเลือกตั้งเป็นเพียงการยืนยันผู้นำ ผู้มีสิทธิ์ต้องลงคะแนนให้ผู้สมัครคนเดียวจากพรรคเดียว และไม่มีการแข่งขันจริง ทำให้คิม จองอึนปกครองแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จ.
  • เวียดนาม (Vietnam): ภายใต้พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามตั้งแต่ปี 1976 การเลือกตั้งถูกจัดให้ดูเหมือนเปิดกว้างแต่ผู้สมัครต้องได้รับการอนุมัติจากพรรค และฝ่ายค้านถูกปราบปราม ทำให้พรรคชนะเกือบทั้งหมด เช่น ในปี 2021 ที่พรรคได้ 97% ของที่นั่ง.
  • ลาว (Laos): ภายใต้พรรคปฏิวัติประชาชนลาวตั้งแต่ปี 1975 การเลือกตั้งเป็นเพียงรูปแบบ โดยผู้สมัครถูกคัดเลือกจากพรรคเดียว และไม่มีฝ่ายค้าน ทำให้พรรคปกครองแบบเบ็ดเสร็จและสืบทอดอำนาจต่อเนื่อง.

ประเทศเหล่านี้มักถูกจัดอยู่ในกลุ่ม "electoral authoritarianism" ที่ใช้การเลือกตั้งเพื่อสร้างความชอบธรรม แต่ในทางปฏิบัติกลับรักษาการควบคุมอำนาจแบบเผด็จการไว้. (ที่มา: การรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ ในปี 2026)

โทษของการซื้อสิทธิ-ขายเสียง

โทษของการซื้อสิทธิ-ขายเสียง

🚫 ซื้อสิทธิ–ขายเสียง มีโทษอะไรบ้าง?

ความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งไทย (พ.ร.ป. เลือกตั้ง ส.ส. 2561)

🧾 ผู้ซื้อเสียง

ให้ เสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ เพื่อจูงใจให้ลงคะแนน หรือไม่ลงคะแนน

🔴 โทษจำคุก 1–10 ปี
🔴 ปรับ 20,000 – 200,000 บาท
🔴 เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี

💰 ผู้ขายเสียง (ผู้รับเงิน)

รับเงินหรือผลประโยชน์เพื่อแลกกับการลงคะแนนเสียง

🔴 โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี
🔴 ปรับไม่เกิน 100,000 บาท
🔴 เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี

🤝 ผู้ช่วยจัดหา / นายหน้า

ช่วยประสาน แจกเงิน หรือจัดการเครือข่ายซื้อเสียง

🔴 โทษเทียบเท่าผู้ซื้อเสียง
🔴 จำคุกสูงสุด 10 ปี
🔴 เพิกถอนสิทธิ 20 ปี

🏛 ผลกระทบต่อผู้สมัคร

หากศาลพิพากษาว่ามีการซื้อเสียงในเขตเลือกตั้ง

🔴 ใบแดง (ตัดสิทธิเลือกตั้ง)
🔴 ยุบพรรค (ในบางกรณีร้ายแรง)
🔴 ตัดสิทธิทางการเมืองระยะยาว

ถึงพี่น้องผู้รักความก้าวหน้า หลังความพ่ายแพ้ในเกมโกงเลือกตั้งของเครือข่ายวัง

ถึงพี่น้องผู้รักความก้าวหน้า

ถึงพี่น้องผู้รักความก้าวหน้า

พี่น้องผู้รักความก้าวหน้าทุกคน,

ผลการเลือกตั้งครั้งนี้อาจทำให้หลายหัวใจหนักอึ้ง ราวกับความฝันที่เคยชัดเจนกลับพร่าเลือนในชั่วข้ามคืน ภาพชัยชนะของฝ่ายอนุรักษ์นิยมดูเหมือนใหญ่โต แข็งแรง และมั่นคง ราวกับโครงสร้างเดิมได้หวนคืนมาอีกครั้งอย่างสมบูรณ์แบบ

แต่ขอให้เราหยุดนิ่งสักครู่ แล้วมองให้ลึกกว่าภาพบนผิวน้ำ

ในกรุงเทพมหานคร เขตแล้วเขตเล่า เสียงของความก้าวหน้าชนะอย่างชัดเจน ในเชียงใหม่ ลำพูน และอีกหลายจังหวัด บ้านใหญ่ที่เคยยิ่งใหญ่ถูกโค่นลงอย่างที่ใครหลายคนไม่คาดคิด และที่สำคัญที่สุด เสียงเห็นชอบให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ชนะอย่างขาดลอย

นี่ไม่ใช่สัญญาณของความพ่ายแพ้ นี่คือสัญญาณของการเปลี่ยนผ่าน

ฝ่ายอนุรักษ์นิยมอาจชนะด้วยวิธีการแบบ Machiavellian — การคำนวณอย่างเยือกเย็น การใช้เครือข่ายอำนาจ การผสานพลังของเงิน รัฐ และวัฒนธรรมการยอมจำนน ชัยชนะเช่นนี้เป็นชัยชนะของกลไก ไม่ใช่ชัยชนะของจิตวิญญาณ

สิ่งที่เราเห็นไม่ใช่ประเทศถอยหลัง แต่คือประเทศที่กำลังดิ้นรนระหว่าง “ราษฎร” กับ “พลเมือง”

ราษฎรอาจถูกชี้นำ ถูกซื้อ ถูกทำให้กลัว แต่พลเมืองตั้งคำถาม พลเมืองเรียนรู้ พลเมืองไม่หยุดเติบโต

และครั้งนี้ เราเห็นชัดว่าเมล็ดพันธุ์ของความเป็นพลเมืองได้หยั่งรากแล้ว

การต่อสู้ต่อจากนี้จะไม่ใช่การตะโกนให้ดังขึ้น แต่เป็นการคิดให้ลึกขึ้น ไม่ใช่การโกรธให้มากขึ้น แต่เป็นการจัดองค์กรให้ละเอียดขึ้น ไม่ใช่การปะทะอย่างไร้ทิศทาง แต่เป็นการสร้างพลังระยะยาวอย่างมีวินัย

ต้นทุนของฝ่ายที่ชนะไม่ใช่ศูนย์ พวกเขาต้องบริหารความคาดหวัง ต้องรักษาความชอบธรรม ต้องเผชิญกับพลเมืองรุ่นใหม่ที่ไม่ยอมรับคำอธิบายแบบเดิมอีกต่อไป

พี่น้องผู้รักความก้าวหน้า,

อย่าให้ความผิดหวังทำให้เราสูญเสียศักดิ์ศรี อย่าให้ความเจ็บปวดทำให้เราหมดศรัทธาในประชาชน เพราะการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ไม่เคยเกิดจากชัยชนะง่าย ๆ แต่มันเกิดจากการพัฒนาปัญญาอย่างต่อเนื่อง

วันนี้เราอาจไม่ได้ครองรัฐบาล แต่เรากำลังครองอนาคต

เมื่อประชาชนจำนวนมากประกาศชัดว่า “ต้องการกติกาใหม่” ไม่มีอำนาจใดสามารถเพิกเฉยต่อความจริงนี้ได้ตลอดไป

จงร้องไห้ได้ แต่จงร้องไห้ด้วยปัญญา ให้ทุกหยดน้ำตาเป็นบทเรียน ให้ทุกความพ่ายแพ้เป็นการฝึกฝน

เพราะการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่ใช่การชนะครั้งเดียว แต่คือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างความคิดของทั้งสังคม

และสิ่งนั้นได้เริ่มต้นแล้ว

ด้วยความเคารพและศรัทธาในพลังของพลเมือง

ตีแผ่ เจาะลึก: ดุษฎีนิพนธ์ “ดร.สมชาย แสวงการ” สว. แต่งตั้ง – เมื่อคนมีอำนาจใช้ทางลัดสู่ปริญญาเอก

ตีแผ่ เจาะลึก: ดุษฎีนิพนธ์ “ดร.สมชาย แสวงการ” สว. แต่งตั้ง – เมื่อคนมีอำนาจใช้ทางลัดสู่ปริญญาเอก

“คนคดที่มีอำนาจ คือการเอาชาติไปฝากกับโจร” – กรณีศึกษาที่ทำให้เห็นปัญหาจริยธรรมในระบบการเมืองและการศึกษาไทย


1. เส้นทางก้าวกระโดดของ “ดร.สมชาย แสวงการ”

นายสมชาย แสวงการ อดีตผู้สื่อข่าว วัยกว่า 60 ปี ผันตัวสู่วงการการเมืองหลังรัฐประหารใหญ่สองครั้ง (2549 และ 2557) เขาเคยเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ทั้งสองชุด ต่อมาได้รับการสรรหาเป็นสมาชิกวุฒิสภา (สว.) สองสมัย (2551 และ 2554) และในชุดปัจจุบัน (2562-ปัจจุบัน) เป็นหนึ่งใน 250 สว. แต่งตั้งโดย คสช. ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเลือกนายกฯ แต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และตรวจสอบรัฐบาล

ปี 2565 เขาสำเร็จปริญญาเอก สาขาการบริหารกระบวนการยุติธรรม คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้วยดุษฎีนิพนธ์เรื่อง “รูปแบบและวิธีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย” (264 หน้า) อาจารย์ที่ปรึกษาคือ ศ.อุดม รัฐอมฤต อดีต กรธ. ชุดมีชัย ฤชุพันธุ์ และปัจจุบันเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ วุฒิสภา (รวมสมชาย) เห็นชอบ

งานวิจัยเสนอว่าระบบ “เลือกกันเอง” ตาม รธน.2560 เป็นไปได้ แต่ควรปรับ เช่น ให้เลือกภายในกลุ่มอาชีพเดียวกัน หรือเพิ่มกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ


2. จุดที่ถูกเปิดโปง: การคัดลอกผลงานจำนวนมาก

วันที่ 18 เม.ย. 2567 โครงการ iLaw เผยบทความ “ส่องเล่มจบป.เอก สว. สมชาย แสวงการ พบคัดลอกงานคนอื่นหลายจุด” พบการคัดลอก 2 ประเภทหลัก:

  • คัดลอกแบบไม่อ้างอิงเลย – เด่นสุดคือจากหนังสือสถาบันพระปกเกล้า “รูปแบบการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาของประเทศไทย” (2558) โดย ผศ.ภูมิ มูลศิลป์ และชมพูนุท ตั้งถาวร กว่า 30 หน้า (หน้า 38-64 ของดุษฎีนิพนธ์ ตรงกับหน้า 77-115 ของหนังสือต้นฉบับ) แม้แต่เชิงอรรถยาว ๆ ก็ลอกมาทั้งหมด
  • อ้างอิงแต่คัดลอกทั้งย่อหน้า/บท โดยไม่เขียนใหม่ – เช่น
    • จากบทความ “สภาขุนนางอังกฤษ” ในวารสารจุลนิติของ สว. (ปณิธัศร์ ปทุมวัฒน์, 2558)
    • จากวิทยานิพนธ์ของวัชรพล โรจนวงรัตน์ (2560)
    • จากบทความ iLaw เอง เรื่อง สว.แต่งตั้งยุค คสช. (คัดลอกสถิติและข้อความเหมือนทุกคำ แต่ตัดรายชื่อบางส่วน เช่น ปรีชา จันทร์โอชา, อภิรัชต์ คงสมพงษ์ เป็นต้น)
    • จาก Wikipedia อย่างน้อย 5 จุด (อัปเดต iLaw 24 เม.ย. 2567)
    • จากบทความไชยันต์ ไชยพร ในโพสต์ทูเดย์ (หน้า 151-152 มากกว่า 40 บรรทัด)

การคัดลอกเหล่านี้ไม่ใช่แค่ย่อหน้า แต่เป็นทั้งช่วงยาว ๆ ซึ่งในมาตรฐานวิชาการถือเป็น plagiarism ระดับร้ายแรง อาจนำไปสู่การเพิกถอนปริญญา


3. การแก้ไขแบบ “เร่งด่วน” และคำชี้แจง

ไม่กี่ชั่วโมงหลัง iLaw เผย ดุษฎีนิพนธ์ในระบบห้องสมุด มธ. ถูกแก้โดยเพิ่มเชิงอรรถดอกจัน (*) อ้างอิงบางส่วน (เช่น หนังสือสถาบันพระปกเกล้า) แต่เนื้อหายัง copy-paste เหมือนเดิม ไม่มีการ rewrite หรือสรุปใหม่ iLaw ชี้ว่าไม่แก้ปัญหา plagiarism จริง

สมชายให้สัมภาษณ์ปฏิเสธ ยืนยันเป็น “บททบทวนวรรณกรรม” (literature review) ที่ปกติต้องอ้างงานอื่น ยอมรับ “ตกหล่นเชิงอรรถบางจุด” และแก้ไขแล้ว ได้รับอนุมัติจาก มธ. เขายังขู่ฟ้อง iLaw ข้อหาหมิ่นประมาท

คณะนิติศาสตร์ มธ. ออกแถลงการณ์ 23-24 เม.ย. 2567 ระบุว่าตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงแล้ว (ก่อน iLaw เผยด้วยซ้ำ) และจะให้โอกาสชี้แจงทุกฝ่าย ผลสอบสวนอย่างเป็นทางการยังไม่ประกาศ (ข้อมูลล่าสุด ณ ก.พ. 2569 ยังไม่มีรายงานผลชัดเจนเพิ่มเติม)


4. ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ – สะท้อนปัญหาเชิงระบบ

  • จริยธรรมวิชาการ vs อำนาจทางการเมือง: สว. ที่ควรเป็นแบบอย่าง กลับใช้ทางลัดเพื่อ “ดร.” นำหน้า อาจช่วยภาพลักษณ์ แต่ทำลายความน่าเชื่อถือของ มธ. และระบบปริญญาเอก
  • เครือข่ายอำนาจ คสช.: สมชายเป็น สว.แต่งตั้ง สืบทอดอำนาจยุค คสช. ดุษฎีนิพนธ์ยังปกป้องระบบเลือกกันเองที่ถูกวิจารณ์ว่าฮั้วง่าย ยิ่งขัดแย้งเมื่อลอกจากงานวิจารณ์ระบบเดียวกัน
  • ความเหลื่อมล้ำ: นักศึกษาทั่วไปอาจถูกเพิกถอนปริญญา แต่คนมีอำนาจอาจรอดง่าย นี่คือ “คนคดที่มีอำนาจ” ที่เอาชาติไปฝากกับโจร เพราะผู้แทนควรซื่อสัตย์ ไม่ใช่ใช้ตำแหน่งหาประโยชน์ส่วนตัว

หากไม่มีบทลงโทษที่ชัดเจน วัฒนธรรม “ลอกได้ ถ้าอ้างทีหลัง” จะแพร่กระจาย และทำลายความเท่าเทียมในสังคมไทย

เอกสารอ้างอิง: iLaw (เม.ย.2567), ประชาไท, ไทยรัฐ, มติชน, เว็บ มธ. และ วุฒิสภา
เขียนและอัปเดตโดย: Piangdin Rakthai (ก.พ. 2569)

โพสต์ล่าสุด

20 ความผิดปกติของการเมืองไทย

20 ความผิดปกติของการเมืองไทย 20 ความผิดปกติของการเมืองไทย คันฉ่องส่องไทย: ภาพสะท้อนโครงสร้าง กลไก และพฤติกรรมที่บิดเบือนหลัก...

Popular Posts