ต่อต้านจักรวรรดินิยม
หรือปกป้องอำนาจเดิม?
สนธิ ลิ้มทองกุล วาทกรรม “ภัยอเมริกา” และความย้อนแย้งของชาตินิยมแบบเลือกมหาอำนาจ
วัตถุประสงค์ของบทความ
บทความนี้มิได้มุ่งโจมตีสนธิ ลิ้มทองกุลเป็นการส่วนตัว และมิได้ตั้งใจแก้ต่างให้สหรัฐอเมริกา หากใช้ประวัติชีวิต ความคิด และบทบาททางการเมืองของเขาเป็น กรณีศึกษาเพื่อส่องโครงสร้างความคิดและโครงสร้างอำนาจในสังคมไทย โดยเฉพาะการนำภัยจากมหาอำนาจภายนอกมาอธิบายความขัดแย้งภายใน การทำให้ผู้เห็นต่างกลายเป็นตัวแทนต่างชาติ และการใช้มาตรฐานไม่เท่ากันกับอำนาจแต่ละค่าย
ส่วน “+1” ของบทความคือการชวนมองสิ่งที่มักหลุดจากสายตา: การต่อต้านจักรวรรดินิยมอาจเป็นทั้งการปลดปล่อยและเครื่องมือค้ำจุนอำนาจเดิมได้ในเวลาเดียวกัน ขึ้นอยู่กับว่าเราใช้หลักการเดียวตรวจสอบอำนาจทุกชนิดหรือไม่
ในสังคมไทย มีคนจำนวนไม่น้อยที่รู้จักสนธิ ลิ้มทองกุลในฐานะเจ้าของสื่อ ผู้ก่อตั้งเครือผู้จัดการ แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือ PAD และนักพูดผู้วิจารณ์สหรัฐอเมริกาอย่างรุนแรงต่อเนื่อง แต่หากเราหยุดอยู่เพียงคำถามว่า “สนธิรักหรือเกลียดอเมริกา” เราจะพลาดคันฉ่องบานใหญ่ที่กรณีนี้ยื่นให้แก่สังคมไทย
คำถามที่มีความหมายกว่าคือ เหตุใดการวิจารณ์จักรวรรดินิยมอเมริกัน—ซึ่งหลายส่วนมีฐานในประวัติศาสตร์จริง—จึงค่อย ๆ ผูกเข้ากับการปกป้องระเบียบอำนาจภายในประเทศไทย และเหตุใดผู้ที่มองเห็นการครอบงำจากวอชิงตันได้อย่างละเอียด จึงอาจมองข้ามการครอบงำจากมหาอำนาจอื่น หรือจากอำนาจที่อยู่ใกล้ตัวกว่ามาก
คำถามสำคัญมิใช่ว่า “อเมริกาดีหรือเลว” แต่คือ การเปิดโปงอำนาจภายนอกนั้นช่วยให้ประชาชนไทยตรวจสอบอำนาจทุกชนิดได้มากขึ้น หรือถูกใช้ทำให้อำนาจบางชนิดภายในประเทศพ้นจากการตรวจสอบ
ชายหนุ่มไทยในอเมริกายุคสงครามเวียดนาม
สนธิ ลิ้มทองกุล เกิดเมื่อ พ.ศ. 2490 ศึกษาประวัติศาสตร์ระดับปริญญาตรีที่ University of California, Los Angeles หรือ UCLA และศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านประวัติศาสตร์ที่ Utah State University ข้อมูลชีวประวัติที่เผยแพร่ทั่วไปยังระบุว่า ระหว่าง พ.ศ. 2509–2512 เขาทำงานข่าวให้ The Daily Bruin หนังสือพิมพ์นักศึกษาของ UCLA ก่อนกลับประเทศไทยและเข้าสู่อาชีพสื่อมวลชน
ช่วงเวลานั้นมีความหมายอย่างยิ่ง สงครามเวียดนามกำลังแบ่งแยกสังคมอเมริกัน มหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่ประท้วง ต่อต้านการเกณฑ์ทหาร วิพากษ์จักรวรรดินิยม และเปิดโปงระยะห่างระหว่างอุดมคติประชาธิปไตยกับการใช้อำนาจของรัฐบาลสหรัฐ นักศึกษาคนหนึ่งจึงไม่ได้เรียนรู้ “ความยิ่งใหญ่ของอเมริกา” เพียงด้านเดียว แต่สามารถพบอเมริกาที่กำลังตั้งคำถามกับตัวเองอย่างถึงราก
ประสบการณ์นี้ช่วยอธิบายว่าเหตุใดสนธิจึงมองนโยบายต่างประเทศของสหรัฐด้วยความไม่ไว้วางใจ เขามิใช่คนที่ปฏิเสธอเมริกาเพราะไม่เคยรู้จัก หากเคยอยู่ในสังคมนั้น ใช้ภาษา ศึกษาประวัติศาสตร์ ทำงานข่าว และเห็นความขัดแย้งจากภายใน
กระนั้น ประสบการณ์ตรงเพิ่มน้ำหนักให้คำบอกเล่า แต่ไม่ได้รับประกันความถูกต้องของข้อสรุปทุกข้อ คนสองคนอาจเรียนในมหาวิทยาลัยเดียวกัน อยู่ในยุคเดียวกัน และอ่านหลักฐานชุดเดียวกัน แต่สร้างคำอธิบายโลกต่างกันได้ เพราะการตีความยังผ่านความทรงจำ อุดมการณ์ ผลประโยชน์ และบทบาททางการเมืองในภายหลัง
สิ่งที่ทำให้สนธิเรียนรู้ว่าอเมริกาเป็นอำนาจที่ต้องถูกตรวจสอบ ก็คือพื้นที่ทางวิชาการและเสรีภาพในการวิจารณ์ภายในสังคมอเมริกันเอง เขาเรียนรู้ด้านมืดของอเมริกาจากอาจารย์ นักศึกษา นักข่าว และขบวนการประชาชนอเมริกันที่กล้าต่อต้านรัฐบาลของตน คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่าเขานำความรู้เรื่องจักรวรรดินิยมกลับมาเมืองไทยหรือไม่ แต่เขานำวัฒนธรรมการตรวจสอบอำนาจทุกชนิดกลับมาด้วยเพียงใด
สิ่งที่สนธิมองเห็นเกี่ยวกับอเมริกา—และเราไม่ควรปฏิเสธ
หากต้องการวิพากษ์สนธิอย่างเป็นธรรม เราต้องเริ่มจากการยอมรับว่า ข้อวิจารณ์นโยบายต่างประเทศสหรัฐจำนวนหนึ่งไม่ได้เกิดจากจินตนาการล้วน ๆ ประวัติศาสตร์สหรัฐมีทั้งการขยายดินแดน การสนับสนุนรัฐประหาร การร่วมมือกับรัฐบาลเผด็จการ สงครามตัวแทน ปฏิบัติการลับ การใช้มาตรการคว่ำบาตร และการกำหนดกติกาเศรษฐกิจที่เอื้ออำนาจของตน
ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไทยเคยเป็นฐานสำคัญของสหรัฐในสงครามอินโดจีน สนามบินและโครงสร้างทางทหารบนแผ่นดินไทยถูกใช้สนับสนุนปฏิบัติการในเวียดนาม ลาว และกัมพูชา ความสัมพันธ์ดังกล่าวนำทั้งเงิน ความช่วยเหลือ โครงสร้างพื้นฐาน และการเสริมกำลังรัฐความมั่นคงเข้ามา พร้อมกับผลกระทบทางสังคมและการเมืองที่มิได้กระจายอย่างเท่าเทียม
สหรัฐยังใช้ภาษาเรื่องประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และระเบียบโลกอย่างไม่สม่ำเสมอ บางครั้งสนับสนุนประชาธิปไตย บางครั้งยอมร่วมมือกับเผด็จการเมื่อเป็นประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ ความย้อนแย้งนี้เป็นของจริงและควรถูกตรวจสอบ การบอกว่าสหรัฐมีมาตรฐานสองหน้า จึงไม่ใช่ข้อกล่าวหาที่ไร้ฐานทั้งหมด
สนธิยังวิจารณ์อำนาจของทุนการเงิน อุตสาหกรรมน้ำมัน อุตสาหกรรมอาวุธ หนี้สาธารณะ และบทบาทของดอลลาร์ ความสัมพันธ์ระหว่างทุนกับรัฐมีหลักฐานให้ศึกษาได้จริง เพียงแต่ต้องระวังไม่ลดระบบที่มีผู้เล่นและความขัดแย้งจำนวนมากให้เหลือ “กลุ่มลับกลุ่มเดียวควบคุมทุกอย่าง” เพราะจะเปลี่ยนการวิเคราะห์โครงสร้างให้กลายเป็นเรื่องสมคบคิดที่ไม่ต้องพิสูจน์
เราไม่จำเป็นต้องทำให้อเมริกาบริสุทธิ์เพื่อชี้ว่าสนธิบางเรื่องไม่มีหลักฐาน และไม่จำเป็นต้องเชื่อทุกข้อกล่าวหาของสนธิเพื่อยอมรับว่าอเมริกาเคยใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรม ความซื่อตรงทางปัญญาคือการตัดสินแต่ละข้อด้วยหลักฐานของมันเอง
สามชั้นของความจริง: อย่าใช้ชั้นแรกพิสูจน์ชั้นที่สาม
วาทกรรมการเมืองมักนำข้อเท็จจริงทั่วไปมาสร้างสะพานไปสู่ข้อกล่าวหาเฉพาะ โดยไม่แสดงหลักฐานของสะพานนั้น เราจึงควรจำแนกข้อเสนอออกเป็นสามชั้น
| ชั้นของข้อเสนอ | ตัวอย่าง | มาตรฐานการพิสูจน์ |
|---|---|---|
| ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ | สหรัฐเคยก่อสงคราม แทรกแซงรัฐอื่น และร่วมมือกับเผด็จการ | ตรวจจากเอกสารรัฐ งานประวัติศาสตร์ และหลักฐานหลายแหล่ง |
| ข้อวิเคราะห์เชิงโครงสร้าง | ทุน อุตสาหกรรมอาวุธ และผลประโยชน์ยุทธศาสตร์มีอิทธิพลต่อนโยบาย | วิเคราะห์สถาบัน งบประมาณ เครือข่ายผลประโยชน์ และกลไกการตัดสินใจ |
| ข้อกล่าวหาเฉพาะเจาะจง | องค์กรหรือบุคคลหนึ่งรับเงินและคำสั่งเพื่อล้มสถาบันหรือยึดทรัพยากรไทย | ต้องมีหลักฐานเส้นทางเงิน เอกสาร คำสั่ง พฤติการณ์ และความเชื่อมโยงเชิงเหตุผล |
ประโยคว่า “สหรัฐเคยแทรกแซงประเทศอื่น” ไม่ได้พิสูจน์ว่า NGO ทุกแห่งเป็นสายลับ ประโยคว่า “องค์กรหนึ่งได้รับทุนจากสหรัฐ” ไม่ได้พิสูจน์ว่าผู้รับไม่มีความคิดเป็นของตนเอง และการที่นักกิจกรรมสองกลุ่มใช้คำว่า “สิทธิมนุษยชน” เหมือนกัน ก็ไม่ได้พิสูจน์ว่ามีศูนย์บัญชาการเดียวกัน
แน่นอนว่าเงินทุนต่างประเทศควรเปิดเผย ตรวจสอบแหล่งที่มา เงื่อนไข และผลประโยชน์ทับซ้อนได้ แต่การตรวจสอบต้องไม่กลับภาระพิสูจน์ให้ผู้ถูกกล่าวหาต้องพิสูจน์ว่าไม่มี “แผนลับ” ที่ผู้กล่าวหาเองยังไม่เคยแสดงหลักฐาน
จากเจ้าของสื่อ สู่ผู้ประกอบการทางอุดมการณ์
เมื่อกลับไทย สนธิไม่ได้เป็นเพียงนักคิด แต่เป็นนักหนังสือพิมพ์ ผู้ก่อตั้งอาณาจักรสื่อ และในเวลาต่อมาเป็นนักระดมมวลชน อำนาจของเขาจึงไม่ใช่เพียงการมีความเห็น แต่เป็นความสามารถในการคัดเลือกเรื่อง ขยายบางเหตุการณ์ เชื่อมบุคคลที่มิได้มีหลักฐานว่าทำงานร่วมกัน และทำให้ข้อกล่าวหาถูกพูดซ้ำจนมีสถานะคล้าย “สิ่งที่ใคร ๆ ก็รู้”
กรณี “แผนฟินแลนด์” เป็นตัวอย่างสำคัญ เรื่องเล่าดังกล่าวกล่าวหาว่าทักษิณและอดีตนักศึกษาฝ่ายซ้ายวางแผนเปลี่ยนแปลงระบอบและจัดตั้งสาธารณรัฐ แต่ไม่เคยมีหลักฐานเพียงพอให้สาธารณชนตรวจสอบตัวแผนอย่างเป็นรูปธรรม ถึงกระนั้น เรื่องเล่าก็มีพลังทางการเมืองสูง เพราะเชื่อมความกลัวหลายอย่าง—ทักษิณ คอมมิวนิสต์ สาธารณรัฐ และภัยต่อสถาบัน—ให้กลายเป็นภาพเดียว
นี่คือความแตกต่างระหว่าง “สื่อรายงานความกลัว” กับ “สื่อจัดระเบียบความกลัว” ผู้ประกอบการทางอุดมการณ์ไม่ได้เพียงบอกว่ามีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้น แต่บอกผู้ชมด้วยว่าเหตุการณ์เหล่านั้นควรเชื่อมกันอย่างไร ใครคือผู้บริสุทธิ์ ใครคือศัตรู และมาตรการพิเศษชนิดใดควรได้รับการยอมรับ
ประสบการณ์การศึกษาในต่างประเทศสามารถทำหน้าที่เป็น “การฟอกความน่าเชื่อถือด้วยประสบการณ์” เมื่อชีวประวัติว่า “เคยอยู่และเรียนที่อเมริกา” ถูกนำมารับรองข้อกล่าวหาทุกเรื่องเกี่ยวกับอเมริกา ทั้งที่ความน่าเชื่อถือของผู้พูดไม่อาจแทนหลักฐานของข้อกล่าวหาได้
PAD: จากการต่อต้านทักษิณ สู่การเมืองที่ไม่ไว้วางใจประชาชน
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก่อตัวขึ้นในวิกฤตการเมือง พ.ศ. 2548–2549 โดยรวมข้อกล่าวหาเรื่องทุจริต ผลประโยชน์ทับซ้อน การใช้อำนาจของรัฐบาลทักษิณ และความไม่จงรักภักดีเข้าด้วยกัน สีเหลือง สโลแกน “เราจะสู้เพื่อในหลวง” และบทบาท “ยามเฝ้าแผ่นดิน” ทำให้การเคลื่อนไหวไม่ได้เป็นเพียงฝ่ายค้านทางนโยบาย แต่เป็นการต่อสู้เพื่อกำหนดว่าใครมีความชอบธรรมในการเป็นเจ้าของประเทศ
PAD สนับสนุนรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ซึ่งยกเลิกรัฐธรรมนูญ ยุบสภา และหยุดกระบวนการเลือกตั้ง ต่อมาเมื่อพรรคที่สัมพันธ์กับทักษิณชนะการเลือกตั้งหลังรัฐประหาร PAD กลับมาเคลื่อนไหวอีก รวมถึงการยึดทำเนียบรัฐบาลและสนามบินใน พ.ศ. 2551
ข้อเสนอ “การเมืองใหม่” ที่เคยเสนอให้สมาชิกรัฐสภาประมาณร้อยละ 70 มาจากการสรรหาผ่านกลุ่มวิชาชีพ และเพียงร้อยละ 30 มาจากการเลือกตั้ง สะท้อนความไม่ไว้วางใจเสียงข้างมากโดยตรง ประชาชนถูกมองว่าอาจถูกซื้อ ถูกหลอก หรือหลงประชานิยม จึงควรให้อำนาจแก่กลุ่มที่ถูกมองว่ามีคุณธรรม ความรู้ หรือสถานะสูงกว่า
หากเราคัดค้านสหรัฐเพราะสหรัฐละเมิดเจตจำนงของประชาชนในประเทศอื่น เหตุใดเราจึงยอมรับการที่ทหารหรือองค์กรที่ไม่ได้มาจากประชาชนเข้ามายกเลิกเจตจำนงของประชาชนไทย?
นี่ไม่ใช่การบอกว่าการเลือกตั้งแก้ปัญหาทุกอย่าง การซื้อเสียง การผูกขาดพรรค การทุจริต และเผด็จการเสียงข้างมากล้วนต้องตรวจสอบ แต่คำตอบของข้อบกพร่องในประชาธิปไตยควรเป็นการเพิ่มอำนาจการตรวจสอบของประชาชน ไม่ใช่ย้ายอำนาจจากประชาชนไปอยู่กับกลุ่มที่ตรวจสอบได้ยากกว่าเดิม
“อธิปไตยของชาติ” เป็นของใคร?
คำกล่าวว่าไทยไม่ควรเป็นลูกสมุนสหรัฐหรือจีนเป็นหลักการที่ควรสนับสนุน แต่คำว่า “ผลประโยชน์ชาติ” ไม่ได้พูดได้ด้วยตัวเอง ใครบางคนต้องเป็นผู้กำหนดว่าอะไรคือผลประโยชน์ชาติ ใครมีสิทธิพูดแทนชาติ และใครต้องรับต้นทุนของนโยบายนั้น
หากรัฐบาล ทหาร ชนชั้นนำ หรือทุนผูกขาดเป็นผู้กำหนดผลประโยชน์ชาติ โดยประชาชนไม่มีสิทธิตรวจสอบ ประเทศอาจเป็นอิสระจากคำสั่งต่างชาติ แต่ประชาชนยังไม่เป็นอิสระจากอำนาจภายใน การไม่ตกเป็นเมืองขึ้นภายนอกจึงไม่เท่ากับการมีอธิปไตยของประชาชน
วาทกรรมต่อต้านการแทรกแซงอาจทำหน้าที่สองแบบ แบบแรกปกป้องสิทธิของประชาชนในการกำหนดอนาคตตนเอง แบบที่สองปกป้องเสรีภาพของผู้มีอำนาจภายในที่จะจัดระเบียบประชาชนโดยไม่ถูกตั้งคำถามจากภายนอก สองสิ่งนี้ใช้คำว่า “อธิปไตย” เหมือนกัน แต่มีผู้ได้รับประโยชน์ต่างกัน
ชาติอาจไม่เป็นเมืองขึ้นของต่างประเทศ แต่ประชาชนยังอาจเป็นผู้อยู่ใต้ปกครองของอำนาจภายในได้ อธิปไตยที่ไม่ลงไปถึงประชาชน เป็นเพียงอธิปไตยของผู้ที่ถือกุญแจรัฐ
เมื่อ “ภัยอเมริกา” ทำให้ผู้เห็นต่างกลายเป็นศัตรูภายใน
หลังรัฐประหาร 2549 สหรัฐเรียกร้องให้ไทยกลับสู่ระบอบประชาธิปไตยและระงับความช่วยเหลือบางส่วน เอกสารกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐระบุว่าเงินช่วยเหลือรวมประมาณ 29 ล้านดอลลาร์ถูกระงับหลังรัฐประหาร นี่เป็นทั้งการปฏิบัติตามกฎหมายของสหรัฐและการส่งสัญญาณทางการเมือง แต่สหรัฐไม่ได้ตัดความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์กับไทย และในประวัติศาสตร์ก็เคยร่วมมือกับเผด็จการเมื่อสอดคล้องกับผลประโยชน์ของตน
เราจึงไม่ควรโรแมนติกว่าสหรัฐปกป้องประชาธิปไตยด้วยเจตนาบริสุทธิ์เสมอไป แต่ก็ไม่ควรกลับตรรกะว่า การวิจารณ์รัฐประหารหรือการสนับสนุนสิทธิมนุษยชนทุกครั้งเป็นหลักฐานของแผนล้มสถาบัน
ในวาทกรรมการเมืองแบบนี้ ห่วงโซ่ความหมายมักถูกสร้างขึ้นดังนี้: สหรัฐ → ทุนตะวันตก → องค์กรให้ทุน → NGO และสื่อ → นักวิชาการและนักกิจกรรม → ผู้เสนอปฏิรูปสถาบัน → ผู้ทำลายชาติ เมื่อห่วงโซ่ถูกทำให้แน่น ผู้เห็นต่างไม่ถูกมองเป็นพลเมืองไทยที่มีความคิดของตน แต่เป็นปลายสายของคำสั่งต่างประเทศ
ผลลัพธ์คือการถอน “สัญชาติทางศีลธรรม” ออกจากฝ่ายตรงข้าม พวกเขายังถือบัตรประชาชนไทย แต่ถูกทำให้ไม่มีสิทธิพูดแทนความห่วงใยต่อประเทศ เพราะถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าว่าเป็นเครื่องมือของคนอื่น
โลกทัศน์แบบแบ่งค่าย: ศัตรูของศัตรูคือมิตรเสมอหรือ?
กระแสความคิดที่สนธิเป็นตัวแทนเด่นชัดไม่ได้หยุดอยู่ที่การเมืองไทย ผู้สนับสนุนระบอบอำนาจนิยมและกษัตริย์ทรงอำนาจบางส่วนมีแนวโน้มเห็นอกเห็นใจรัฐหรือขบวนการที่ยืนตรงข้ามสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็นรัสเซีย อิหร่าน เกาหลีเหนือ หรือฮามาส แม้ผู้เล่นเหล่านี้มีประวัติศาสตร์ เป้าหมาย และสถานะแตกต่างกันอย่างมาก
เราไม่ควรอ้างว่าเป็นทัศนะของคนกลุ่มนี้ “เกือบทั้งหมด” ในความหมายทางสถิติหากยังไม่มีผลสำรวจรองรับ แต่สามารถศึกษารูปแบบการให้เหตุผลที่ปรากฏซ้ำในสื่อและชุมชนการเมืองได้ รูปแบบดังกล่าวเรียกว่า campism หรือ โลกทัศน์แบบแบ่งค่าย คือประเมินเหตุการณ์ไม่ใช่จากการกระทำและผลต่อประชาชน แต่จากคำถามว่า ผู้กระทำอยู่ฝ่ายเดียวกับหรือตรงข้ามอเมริกา
| กรณี | คำถามเชิงหลักการ | คำถามแบบแบ่งค่าย |
|---|---|---|
| รัสเซีย–ยูเครน | ใครละเมิดอธิปไตย ใครทำร้ายพลเรือน และการใช้กำลังได้สัดส่วนหรือไม่ | NATO หรือสหรัฐเป็นผู้ยั่วยุหรือไม่ |
| รัฐอิหร่านกับประชาชน | ประชาชนมีสิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัยเพียงใด | อิหร่านกล้าต่อต้านอเมริกาหรือไม่ |
| เกาหลีเหนือ | ประชาชนอยู่ภายใต้ระบบปิดและการกดขี่อย่างไร | ระบอบนี้ยืนหยัดต่อสหรัฐได้นานเพียงใด |
| ฮามาส–อิสราเอล | ทุกฝ่ายคุ้มครองพลเรือน ปล่อยตัวประกัน และเคารพกฎหมายมนุษยธรรมหรือไม่ | ฝ่ายใดเป็นพันธมิตรหรือศัตรูของสหรัฐ |
เมื่อเข็มทิศมีเพียงตำแหน่งของอเมริกา หลักศีลธรรมจะเปลี่ยนตามผู้กระทำ การสังหารพลเรือนถูกประณามเมื่อกระทำโดยฝ่ายสหรัฐหรือพันธมิตร แต่ถูกทำให้อ่อนลงว่าเป็น “การต่อต้าน” เมื่อกระทำโดยอีกค่าย การละเมิดอธิปไตยถูกประณามในกรณีหนึ่ง แต่ถูกอธิบายด้วยภูมิรัฐศาสตร์ในอีกกรณีหนึ่ง
การคัดค้านการโจมตีกาซาของรัฐบาลอิสราเอลไม่จำเป็นต้องสนับสนุนฮามาส การเห็นใจประชาชนอิหร่านไม่จำเป็นต้องสนับสนุนสงครามของสหรัฐ การวิจารณ์การขยาย NATO ไม่ทำให้การรุกรานยูเครนชอบธรรม และการปฏิเสธอาวุธนิวเคลียร์ของสหรัฐก็ไม่ทำให้การกดขี่ประชาชนเกาหลีเหนือกลายเป็นสิ่งยอมรับได้
ความคุ้นเคยทางอุดมการณ์: เหตุใดระบอบเข้มแข็งจึงดูน่าเอาใจช่วย
ความเห็นใจระบอบต่อต้านสหรัฐอาจไม่ได้เกิดจากภูมิรัฐศาสตร์เท่านั้น ระบอบเหล่านั้นมีคุณลักษณะบางอย่างที่คุ้นเคยกับจินตภาพทางการเมืองแบบอนุรักษนิยมและอำนาจนิยม: ผู้นำเข้มแข็ง การรวมศูนย์ ชาติมาก่อนสิทธิ ความมั่นคงมาก่อนเสรีภาพ ศาสนาหรืออารยธรรมรับรองอำนาจ ผู้เห็นต่างถูกกล่าวหาว่ารับอิทธิพลต่างชาติ และสื่อเสรีถูกอธิบายว่าเป็นเครื่องมือศัตรู
แม้รัสเซีย อิหร่าน และเกาหลีเหนือมีระบอบต่างกัน แต่ต่างมีภาษา “ป้อมปราการที่ถูกล้อม” รัฐบอกประชาชนว่าศัตรูภายนอกกำลังคุกคามชาติ ความแตกต่างภายในจึงต้องสงบลง การตรวจสอบผู้นำกลายเป็นการช่วยศัตรู และความอดทนต่อความลำบากถูกยกเป็นหน้าที่รักชาติ
เมื่อมองจากไทย ระบอบเหล่านี้จึงอาจสร้างความรู้สึกคุ้นเคย ไม่ใช่เพราะนโยบายแต่ละเรื่องตรงกัน แต่เพราะเสนอแบบจำลองเดียวกันว่า สังคมต้องมีศูนย์อำนาจสูงสุดที่ได้รับข้อยกเว้นจากการตรวจสอบเพื่อพาชาติรอดจากศัตรู
อเมริกาในจินตภาพนี้จึงไม่ได้ถูกต่อต้านเพียงเพราะทำสงคราม แต่เพราะอุดมคติที่อเมริกาประกาศ—สิทธิปัจเจก การเลือกตั้ง เสรีภาพสื่อ และสิทธิวิจารณ์ผู้ปกครอง—อาจคุกคามระเบียบอำนาจจารีต แม้รัฐบาลสหรัฐเองจะละเมิดอุดมคติเหล่านั้นอยู่บ่อยครั้งก็ตาม
ใช้โลกสมัยใหม่ที่อเมริกามีส่วนสร้าง แต่ประกาศปฏิเสธอเมริกาทั้งก้อน
ผู้วิจารณ์อเมริกาจำนวนมากใช้สมาร์ตโฟน ระบบปฏิบัติการ แพลตฟอร์มสื่อสังคม บริการค้นข้อมูล เครือข่ายดาวเทียม เทคโนโลยีชีวการแพทย์ ฐานข้อมูลวิชาการ และวัฒนธรรมสื่อร่วมสมัยที่สถาบันและบริษัทอเมริกันมีบทบาทสำคัญในการพัฒนา ความย้อนแย้งนี้มีอยู่จริง แต่ต้องอธิบายอย่างระมัดระวัง
การใช้ iPhone, YouTube หรืออินเทอร์เน็ตไม่ได้ตัดสิทธิใครในการวิจารณ์รัฐบาลสหรัฐ เช่นเดียวกับการใช้รถญี่ปุ่นไม่ทำให้ต้องเห็นด้วยกับรัฐบาลญี่ปุ่น การกล่าวว่า “ใช้ของอเมริกันแล้วห้ามด่าอเมริกา” เป็นตรรกะที่ตื้นและไม่ใช่ประเด็นของเรา
ประเด็นที่ลึกกว่าคือ การอธิบาย “อเมริกา” ให้เป็นตัวตนก้อนเดียวซึ่งชั่วร้ายสม่ำเสมอ ลบความขัดแย้งภายในสังคมนั้นออกหมด สหรัฐสร้างทั้งระเบิดและเครื่องมือแพทย์ มีทั้งบรรษัทที่แสวงกำไรและสหภาพแรงงาน มีทั้งหน่วยงานความมั่นคงที่ปกปิดความจริงและนักข่าวที่เปิดโปง มีทั้งรัฐบาลที่ทำสงครามและประชาชนที่เดินขบวนหยุดสงคราม
ยิ่งกว่านั้น นวัตกรรมที่มักเรียกว่า “ของอเมริกัน” ไม่ได้เกิดจากคนอเมริกันล้วน ๆ แต่เกิดจากเงินวิจัยสาธารณะ นักวิทยาศาสตร์ผู้อพยพ มหาวิทยาลัย เครือข่ายองค์ความรู้ข้ามชาติ และห่วงโซ่การผลิตทั่วโลก สิ่งที่น่าศึกษาจึงไม่ใช่ “บุญคุณของชาติหนึ่ง” แต่คือระบบเปิดที่ดึงความสามารถจากทั่วโลกและยอมให้ความรู้ไหลเวียน
ผู้ต่อต้านอเมริกาหลายคนใช้ไม่เพียงสิ่งประดิษฐ์จากระบบนิเวศอเมริกัน แต่ใช้ ข้อมูลที่นักข่าว นักวิชาการ ศาล และขบวนการประชาชนอเมริกันเปิดโปงรัฐบาลของตนเอง เพื่อพิสูจน์ว่าอเมริกาเลวร้าย เสรีภาพในการวิจารณ์จึงกลายเป็นแหล่งวัตถุดิบให้ผู้ที่ไม่เห็นคุณค่าของเสรีภาพแบบเดียวกันเมื่อหันกลับมาตรวจสอบอำนาจในประเทศตน
ถ้าไม่เป็นลูกสมุนอเมริกา แล้วเรากำลังเดินเข้าหาใคร?
หลัก “ไทยต้องไม่เลือกข้างมหาอำนาจ” ฟังดูสมดุล แต่ต้องพิสูจน์ด้วยการใช้มาตรฐานเดียวกัน หากตรวจสอบ NED, Open Society และทุนตะวันตกอย่างเข้มข้น ก็ควรตรวจสอบทุนจีน โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีสอดส่อง ข้อมูล ข่าวสาร เครือข่ายธุรกิจ และสายสัมพันธ์กับชนชั้นนำไทยอย่างจริงจังเท่ากัน
จีนมีข้อได้เปรียบในสายตาระบอบอำนาจนิยม เพราะย้ำหลักไม่แทรกแซงกิจการภายใน ไม่ผูกความร่วมมือกับเงื่อนไขประชาธิปไตย และพร้อมทำงานกับผู้ครองอำนาจไม่ว่าจะเข้าสู่อำนาจอย่างไร สำหรับประชาชน หลักนี้อาจหมายถึงมหาอำนาจไม่มาบงการประเทศ แต่สำหรับผู้ปกครอง หลักเดียวกันอาจหมายถึงไม่มีใครตั้งคำถามว่าปกครองประชาชนอย่างไร
ความสัมพันธ์กับจีนไม่ใช่สิ่งผิด และไทยไม่ควรเลือกสหรัฐโดยอัตโนมัติ แต่การออกจากอิทธิพลฝ่ายหนึ่งไปพึ่งพาอีกฝ่ายโดยไม่ตรวจสอบ ไม่ใช่เอกราช หากเป็นเพียงการเปลี่ยนศูนย์ถ่วงของการพึ่งพา
Selective anti-imperialism คือการมองเห็นการครอบงำจากมหาอำนาจที่ไม่ชอบอย่างละเอียด แต่ลดทอนหรือมองข้ามการครอบงำจากมหาอำนาจที่เข้ากันได้กับระเบียบอำนาจของตน เมื่อเป็นเช่นนี้ สิ่งที่ดูเหมือนการต่อต้านจักรวรรดินิยม อาจเป็นเพียงการเลือกจักรวรรดิที่สะดวกกว่า
ราชาธิปไตยไม่ใช่คู่ตรงข้ามของประชาธิปไตย—อำนาจที่ตรวจสอบไม่ได้ต่างหาก
การนำ “ประชาธิปไตยแบบอเมริกัน” ไปวางเป็นคู่ตรงข้ามกับสถาบันกษัตริย์โดยตรงทำให้ปัญหาง่ายเกินจริง สหรัฐเป็นสาธารณรัฐ แต่ประชาธิปไตยเสรีนิยมจำนวนมาก เช่น สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น สวีเดน นอร์เวย์ เดนมาร์ก และเนเธอร์แลนด์ อยู่ร่วมกับสถาบันกษัตริย์ได้
ความขัดแย้งที่แท้จริงจึงไม่จำเป็นต้องเป็น “สาธารณรัฐหรือราชาธิปไตย” แต่เป็น “อำนาจที่อยู่ใต้รัฐธรรมนูญและตรวจสอบได้” กับ “อำนาจที่อ้างข้อยกเว้นเหนือการตรวจสอบ” สถาบันกษัตริย์สามารถอยู่ร่วมกับประชาธิปไตยได้ หากอำนาจทางการเมืองเป็นของประชาชน รัฐบาลรับผิดชอบต่อสภา และกฎหมายใช้กับทุกฝ่ายอย่างเป็นธรรม
เมื่อผู้เรียกร้องให้สถาบันอยู่ใต้การตรวจสอบถูกโยงเป็นตัวแทนต่างชาติ การอภิปรายเรื่องการออกแบบสถาบันจะถูกเปลี่ยนจากคำถามสาธารณะให้กลายเป็นสงครามระหว่างผู้รักชาติกับผู้ทำลายชาติ ซึ่งปิดโอกาสของการปฏิรูปโดยสันติ
บทสังเคราะห์ +1: การต่อต้านอเมริกามีอย่างน้อยสามแบบ
1. การต่อต้านอเมริกาแบบมีหลักการ
วิจารณ์สงคราม การแทรกแซง การคว่ำบาตร การเอาเปรียบ และมาตรฐานสองหน้าด้วยหลักฐาน พร้อมใช้หลักเดียวกันกับจีน รัสเซีย รัฐบาลไทย ทุนไทย และอำนาจทุกชนิด จุดหมายคือเพิ่มอำนาจให้ประชาชน
2. การต่อต้านอเมริกาแบบอัตลักษณ์
มองอเมริกาเป็นความชั่วร้ายถาวร เมื่อเกิดเหตุการณ์ใหม่จึงไม่เริ่มจากหลักฐาน แต่เริ่มจากคำตอบที่มีอยู่แล้วว่าอเมริกาต้องอยู่เบื้องหลัง ฝ่ายที่ต่อต้านอเมริกาจึงได้รับการยกเว้นทางศีลธรรม
3. การต่อต้านอเมริกาเพื่อปกป้องระเบียบอำนาจ
ใช้ภัยจากต่างประเทศสร้างความชอบธรรมให้อำนาจภายใน ทำให้ผู้เรียกร้องสิทธิกับเสรีภาพกลายเป็นตัวแทนศัตรู และเปิดทางให้อำนาจพิเศษเข้าจัดระเบียบประชาชน จุดหมายมิใช่ปลดปล่อยประชาชนจากการครอบงำทุกชนิด แต่ป้องกันไม่ให้อำนาจเดิมถูกตรวจสอบ
กรณีของสนธิมีคุณค่าเพราะทำให้เราเห็นการเคลื่อนระหว่างสามแบบนี้ได้ชัด ข้อวิจารณ์จักรวรรดินิยมบางส่วนของเขามีฐานประวัติศาสตร์ แต่เมื่อข้อวิจารณ์ถูกผูกกับข้อกล่าวหาที่พิสูจน์ไม่ได้ การไม่ไว้วางใจประชาชน และการสนับสนุนอำนาจที่ไม่ผ่านการเลือกตั้ง ความหมายของ “การต่อต้านจักรวรรดินิยม” ก็เปลี่ยนไป
คันฉ่องหันกลับมาส่องไทย
ท้ายที่สุด บทความนี้ไม่ได้ขอให้ผู้อ่านเปลี่ยนจากเกลียดอเมริกาเป็นรักอเมริกา เพราะการรักหรือเกลียดประเทศทั้งประเทศไม่ใช่เครื่องมือวิเคราะห์ที่ดี สิ่งที่เราต้องการคือมาตรฐานที่มั่นคงพอจะใช้กับทั้งมิตรและศัตรู
- เหตุใดเรากลัวเงินต่างชาติซื้อการเมือง แต่ไม่ตรวจสอบทุนผูกขาดและเครือข่ายอุปถัมภ์ภายในด้วยความเข้มข้นเดียวกัน?
- เหตุใดเราประณามสงครามตัวแทน แต่ยอมรับการใช้ทหารตัดสินความขัดแย้งทางการเมืองในบ้านเรา?
- เหตุใดเรากลัว NGO ต่างชาติ แต่ไม่กลัวองค์กรที่ไม่ผ่านการเลือกตั้งใช้อำนาจเหนือประชาชน?
- เหตุใดเรามองเห็นการโฆษณาชวนเชื่อของฝ่ายตรงข้าม แต่เรียกการโฆษณาของฝ่ายตนว่า “ความจริงที่ประชาชนต้องรู้”?
- เหตุใดเราประณามการครอบงำจากวอชิงตัน แต่ผ่อนปรนต่อการครอบงำจากปักกิ่ง มอสโก หรือจากผู้ถืออำนาจในกรุงเทพฯ?
สนธิอาจมองเห็นด้านมืดของอำนาจอเมริกันได้จริงหลายด้าน แต่การมองเห็นจักรวรรดินิยมภายนอกไม่ได้หมายความว่าจะมองเห็นอำนาจนิยมภายในโดยอัตโนมัติ บางครั้งการเปิดโปงอำนาจชนิดหนึ่งกลับถูกใช้เป็นม่านบังอำนาจอีกชนิดหนึ่ง
ประเทศไทยไม่ควรเป็นลูกสมุนของอเมริกา จีน รัสเซีย หรือมหาอำนาจใด แต่การไม่เป็นลูกสมุนต่างชาติยังไม่เพียงพอ หากประชาชนไทยยังถูกสั่งให้เป็นผู้ตามของอำนาจที่ไม่ยอมให้ตรวจสอบอยู่ภายในบ้านของตนเอง
การรู้ทันอเมริกาเป็นเรื่องจำเป็น แต่ถ้าความเกลียดอเมริกาทำให้เราปิดตาต่อเผด็จการ การรุกราน การกดขี่ประชาชน หรือการฆ่าพลเรือน ความรู้ทันนั้นก็ไม่ได้ทำให้เราเป็นอิสระ เพียงพาเราเปลี่ยนจากการเดินตามมหาอำนาจหนึ่ง ไปเป็นกองเชียร์ให้อำนาจอีกค่ายหนึ่ง
คำถามสุดท้ายจึงมิใช่ว่าเราอยู่ข้างอเมริกาหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่า—เราต่อต้านการครอบงำจริง ๆ หรือเราเกลียดเฉพาะผู้ครอบงำที่ไม่ได้อยู่ฝ่ายเดียวกับเรา?
แหล่งอ่านประกอบและหมายเหตุข้อเท็จจริง
- UCLA Center for Southeast Asian Studies, “Sondhi’s ‘New Time’ Journalism” — บริบทการกลับไปพูดที่ UCLA และบทบาทสื่อของสนธิ
- U.S. Department of State, “The Impact of Section 508 Sanctions on Thailand and Fiji” — การระงับและปรับการช่วยเหลือหลังรัฐประหาร 2549
- U.S. Department of State, Thailand Background Note (2007) — ระบุการระงับเงินช่วยเหลือประมาณ 29 ล้านดอลลาร์หลังรัฐประหาร
- New Mandala, “Sondhi Limthongkul before the PAD” — ภูมิหลังอาณาจักรสื่อและแนวคิดสร้างเสียงแบบเอเชีย
- ข้อมูลชีวประวัติ วันเวลา และรายละเอียดกิจกรรมของ PAD บางส่วนควรอ่านเทียบหลายแหล่ง เพราะเอกสารร่วมสมัยจำนวนหนึ่งมีจุดยืนทางการเมืองต่างกัน บทความนี้จึงใช้รายละเอียดเหล่านั้นเพื่อวิเคราะห์โครงสร้างความคิด มิได้ถือข้อกล่าวหาที่พิพาทเป็นข้อเท็จจริงโดยอัตโนมัติ
