รัฐบาลอนุทิน 2: เสถียรภาพที่เห็น กับโครงสร้างที่ซ่อน
เมื่อการเมืองดูนิ่งเกินไป สิ่งที่ประชาชนต้องถามอาจไม่ใช่ “รัฐบาลมั่นคงไหม” แต่คือ “ความมั่นคงนั้นตั้งอยู่บนอะไร” และ “ใครเป็นคนจ่ายราคา”
มีหลายช่วงเวลาในประวัติศาสตร์ที่ประเทศหนึ่งดูเหมือนเดินเข้าสู่ความนิ่งอย่างน่าชื่นใจ การโหวตผ่านอย่างเรียบร้อย การจัดตั้งรัฐบาลไม่มีสะดุด กลไกรัฐไม่ติดขัดแบบมีลิฟต์ให้ขึ้นไปโหนดวงดาว พรรคฝ่ายค้านต้านได้ไม่มากหรือไม่มีพลังพอโค่นล้ม คดีความที่เคยเป็นเงาทะมึนกลับทยอยเบาบางลงราวกับเมฆฝนที่ถูกลมพัดผ่าน แถมมวลชนที่เห็นความไม่ชอบมาพากลก็อ่อนล้าและไม่ได้มีการรวมพลังกันมากพอจะลุกขึ้นขัดขวางหรือขับไล่ได้ แต่พี่น้องผู้ห่วงใยประเทศชาติเอ๋ย ความนิ่งทางการเมืองไม่เคยแปลตรงตัวว่าประเทศกำลังแข็งแรง บ่อยครั้งมันเป็นเพียงผิวน้ำที่เรียบอยู่เหนือกระแสน้ำวนที่ลึกกว่าเดิมเท่านั้น1
สิ่งที่กำลังก่อตัวขึ้นภายใต้ชื่อที่ผู้คนเรียกว่า “รัฐบาลอนุทิน 2” จึงไม่ควรถูกอ่านแบบตื้น ๆ ว่าเป็นเพียงชัยชนะของนักการเมืองคนหนึ่ง หรือความสามารถของพรรคหนึ่งในการรวมเสียงให้เกินครึ่งอย่างสวยงาม หรือแม้แต่การคิดว่ากลุ่มอนุรักษ์นิยมใต้พระบรมราชูปถัมน์คุมได้ทุกมิติแล้ว เพราะการเมืองไทยไม่เคยเป็นเพียงเรื่องของคะแนนในสภาหรืออำนาจที่ไม่เห็นหัวประชาชนที่เมื่อกุมอำนาจแล้วจะมีแต่ความราบรื่น หากแต่เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างกลไกเลือกตั้ง กลไกตุลาการ กลไกราชการ กลไกทุน และวัฒนธรรมอำนาจที่ฝังรากอยู่เหนือรัฐธรรมนูญทุกฉบับมานานแล้ว ที่อาจจะพาไปสู่ความวุ่นวาย ตกต่ำ หรือเดือดร้อนจนเกิดกระแสต่อต้านได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อความจริงของการขึ้นสู่อำนาจครั้งนี้ คนไทยรู้ดีว่าได้เกิดอะไรขึิ้นบ้างและอะไรถูกเขี่ยไปไว้ใต้พรมที่ชื่อกะลาแลนด์
คำถามที่สำคัญจึงไม่ใช่ “รัฐบาลนี้จะอยู่ได้นานแค่ไหน” แต่คือ “รัฐบาลนี้กำลังพาประเทศไปสู่การเปลี่ยนโครงสร้าง หรือเพียงจัดการให้โครงสร้างเดิมอยู่รอดอย่างสง่างามกว่าเดิม”
เสถียรภาพที่ถูกเฉลิมฉลอง อาจเป็นเพียงการเรียงตัวของอำนาจ
ผู้คนจำนวนไม่น้อยมองว่าการเลือกประธานสภา การโหวตนายกรัฐมนตรี และการเดินหน้าจัดตั้งคณะรัฐมนตรีอย่างต่อเนื่อง เป็นสัญญาณเชิงบวกของประเทศที่กำลังหลุดจากวงจรอัมพาตทางการเมืองเสียที ในระดับผิวหน้า การอ่านเช่นนี้ไม่ผิดทั้งหมด เพราะความยืดเยื้อทางการเมืองย่อมสร้างต้นทุนแก่เศรษฐกิจและสังคมจริง แต่ปัญหาอยู่ที่ เมื่อเราพอใจกับคำว่า “นิ่ง” มากเกินไป เรามักลืมถามว่าใครคือผู้กำหนดนิยามของความนิ่งนั้น และใครถูกทำให้เงียบเพื่อให้ภาพแห่งเสถียรภาพเกิดขึ้นได้2
ประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของหลายประเทศสอนเราว่า ช่วงเวลาที่ทุกอย่างราบรื่นผิดปกติอาจไม่ใช่ช่วงของสุขภาวะทางการเมือง แต่เป็นช่วงที่อำนาจส่วนต่าง ๆ เริ่มเรียงตัวเข้าหากันอย่างมีประสิทธิภาพ รัฐบาล สภา กลไกตรวจสอบ และเครือข่ายผู้มีอิทธิพลทางเศรษฐกิจอาจไม่ได้คิดเหมือนกันทุกเรื่อง แต่เมื่อพวกเขามีผลประโยชน์ร่วมกันในการคงเสถียรภาพแบบหนึ่งไว้ ประเทศก็จะดูสงบขึ้นทันที ทว่าความสงบเช่นนี้มักสงบจากข้างบน ไม่ได้เติบโตจากความเชื่อมั่นของประชาชนข้างล่าง
การเมืองไทยไม่ได้ขาด “ความนิ่ง” แต่ขาดการแตะต้องแกนปัญหา
หากมองให้ลึกกว่าการจัดตั้งรัฐบาล เราจะพบว่าไทยไม่ได้อยู่ในภาวะขาดเสถียรภาพทางเทคนิคเป็นหลัก สิ่งที่ไทยขาดอย่างเรื้อรังคือความกล้าทางการเมืองในการแตะต้องแกนปัญหาจริงของประเทศ ปัญหาเหล่านั้นไม่ใช่เพียงเรื่องว่าพรรคไหนได้กระทรวงอะไร ไม่ใช่เพียงว่ารัฐมนตรีคนใดจะเข้ามาคุมมหาดไทย คมนาคม หรือการคลัง แต่คือคำถามใหญ่กว่านั้นว่า โครงสร้างเศรษฐกิจไทยยังทำงานเพื่อคนส่วนใหญ่หรือไม่ และรัฐไทยยังมีความสามารถจริงหรือไม่ในการยกฐานะชีวิตประชาชน ไม่ใช่เพียงประคองตัวเลขมหภาคให้ดูพอไปได้3
นักเศรษฐศาสตร์ทั้งในและนอกประเทศเตือนมาหลายปีแล้วว่า ไทยกำลังเผชิญโรคเรื้อรังหลายชนิดพร้อมกัน ทั้งการเติบโตต่ำ หนี้ครัวเรือนสูง ความสามารถในการแข่งขันที่ถดถอย สังคมสูงวัย การลงทุนที่ไม่ทั่วถึง และกำลังซื้อฐานล่างที่อ่อนแรงอย่างยืดเยื้อ ปัญหาเหล่านี้ไม่ระเบิดทันทีเหมือนรัฐล้มเหลวแบบสงครามกลางเมือง แต่มันค่อย ๆ ดูดพลังของประเทศเหมือนโรคที่ทำให้ร่างกายเดินได้แต่ไม่มีแรงวิ่ง4
เพราะฉะนั้น ไม่ว่ารัฐบาลอนุทิน 2 จะมีเสียงหนุนมากเพียงใด หากทำได้เพียงบริหารอำนาจ แต่ไม่กล้าผ่าตัดโครงสร้าง ก็ย่อมไม่ต่างจากรัฐบาลก่อนหน้าหลายชุดที่มีทั้งเสียงข้างมากและอำนาจรัฐอยู่ในมือ แต่สุดท้ายทำได้แค่รักษาอาการ ไม่ได้รักษาโรค
ขวากหนามจริงไม่ได้อยู่ในสภา แต่อยู่ในโลกที่ปั่นป่วนกว่าเดิม
เป็นที่รู้กันในหมู่นักวิเคราะห์การเมืองที่มองว่ารัฐบาลใหม่มี “ทางโล่ง” ในการเมืองภายใน แต่มี “ขวากหนาม” จากภายนอก ข้อนี้มีส่วนจริง แต่ยังไม่ลึกพอ เพราะความจริงแล้ว ภายนอกกับภายในไม่ได้แยกจากกันอีกต่อไป โลกปัจจุบันทำให้รัฐบาลทุกประเทศต้องเผชิญแรงกดดันจากสงคราม ภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน เทคโนโลยี และการย้ายทุนพร้อมกันหมด ประเทศที่เศรษฐกิจแข็งแรงยังเหนื่อย ประเทศที่โครงสร้างอ่อนอยู่แล้วอย่างไทยยิ่งต้องเหนื่อยเป็นสองเท่า
เมื่อความขัดแย้งในตะวันออกกลางกระทบตลาดพลังงานโลก ไทยไม่ได้รับผลกระทบเฉพาะที่ราคาน้ำมันหน้า ปั๊ม แต่ได้รับผลแบบลูกโซ่ตั้งแต่ต้นทุนขนส่ง ต้นทุนการผลิต ราคาสินค้า ค่าครองชีพ และกำลังซื้อในประเทศ หากฐานล่างอ่อนอยู่แล้ว การกระแทกเพียงครั้งเดียวจากภายนอกก็อาจทำให้ครัวเรือนจำนวนมากทรุดลงไปอีกขั้น นี่จึงไม่ใช่เพียงวิกฤตราคาพลังงาน แต่เป็นข้อสอบว่ารัฐบาลไทยมีศักยภาพพอจะกันไม่ให้ความปั่นป่วนระดับโลกมาซ้ำเติมโครงสร้างที่เปราะอยู่เดิมหรือไม่
ข้อสังเกตเชิงคันฉ่อง
ประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง แต่ปล่อยให้ประชาชนมีรายได้แท้จริงโตช้ากว่าค่าครองชีพนานหลายปี กำลังสร้างเงื่อนไขให้วิกฤตภายนอกกลายเป็นการลงโทษภายในโดยอัตโนมัติ
คำว่า “โอกาส” ฟังดีเสมอ แต่ต้องถามว่าโอกาสของใคร
ทุกครั้งที่เกิดวิกฤต จะมีเสียงจากชนชั้นนำนโยบายบอกว่านี่อาจเป็น “โอกาส” ของไทย เช่น นักลงทุนบางส่วนอาจย้ายฐานจากพื้นที่เสี่ยง มาลงหลักในประเทศที่ดูมีเสถียรภาพกว่า หรือไทยอาจใช้จังหวะนี้เร่งพลังงานสะอาด ดึงการลงทุนสีเขียว และรีแบรนด์ตนเองในระบบเศรษฐกิจโลก ฟังดูดีทั้งหมด แต่ประสบการณ์ที่ผ่านมาสอนว่าคำว่าโอกาสในภาษาของรัฐและทุน ไม่ได้แปลว่าประชาชนส่วนใหญ่จะได้ประโยชน์เสมอไป
หากเงินลงทุนไหลเข้า แต่ไหลไปกองอยู่ในพื้นที่เดิม กลุ่มทุนเดิม และแรงงานค่าจ้างต่ำแบบเดิม เราไม่ได้กำลังพัฒนาประเทศ เราเพียงกำลังขยายขนาดของระบบเดิมให้ใหญ่ขึ้นเท่านั้น หากพลังงานสะอาดกลายเป็นธุรกิจของไม่กี่กลุ่ม แต่ค่าไฟของคนทั่วไปยังไม่เป็นธรรม นั่นก็ไม่ใช่การเปลี่ยนผ่านที่ประชาชนมีส่วนร่วม หาก FDI มาเพราะไทยถูกมองว่าเชื่อง ว่าง่าย ค่าแรงไม่สูง และการคัดค้านเชิงนโยบายไม่เข้มแข็งนัก ก็ยิ่งต้องถามให้หนักว่าเรากำลังขายความมั่นคงของประเทศ หรือขายความอ่อนแอของประชาชนกันแน่
ปัญหาใหญ่สุดไม่ใช่ใครเป็นนายก แต่คือคนข้างล่างไม่มีแรงพยุงประเทศแล้ว
ถ้าจะมีประโยคเดียวที่อธิบายวิกฤตไทยได้ลึกที่สุด ประโยคนั้นอาจไม่ใช่ “การเมืองวุ่นวาย” แต่คือ “คนส่วนใหญ่ของประเทศเริ่มไม่มีแรงทางเศรษฐกิจพอจะพยุงประเทศแล้ว” เมื่อรายได้จริงโตไม่ทันค่าใช้จ่าย เมื่อหนี้กลายเป็นเครื่องพยุงชีวิตประจำวัน เมื่อคนทำงานหนักขึ้นแต่ความมั่นคงลดลง เมื่อคนรุ่นใหม่ไม่แน่ใจว่าตนจะมีบ้าน มีครอบครัว หรือมีอนาคตที่มั่นคงได้หรือไม่ เมื่อนั้นประเทศทั้งประเทศจะเข้าสู่ภาวะฝ่อจากภายใน
ปัญหานี้อันตรายกว่าความขัดแย้งในสภา เพราะมันไม่ดัง มันไม่หวือหวา มันไม่ทำให้คนออกมาเดินขบวนทุกวัน แต่มันค่อย ๆ ทำลายความเชื่อมั่น ความหวัง และความสามารถในการบริโภค การลงทุน และการสร้างครอบครัวของสังคมพร้อมกันหมด นี่ต่างหากคือวิกฤตของชาติในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด วิกฤตที่เกิดขึ้นแม้ไม่มีรถถังอยู่บนถนน และแม้ตลาดหุ้นจะยังเปิดตามปกติ
ประเทศไม่ได้ล้มเหลวเฉพาะเวลาที่รัฐพังเสียงดัง แต่ล้มเหลวได้เช่นกันเมื่อประชาชนอ่อนแรงลงทีละน้อย จนไม่มีพลังพอจะสร้างอนาคตของตนเอง
100 วันแรกจึงไม่ใช่เรื่องภาพลักษณ์ แต่คือการส่งสัญญาณว่ารัฐบาลรับใช้ใคร
หลายคนชอบพูดถึง 100 วันแรกของรัฐบาลราวกับเป็นพิธีกรรมทางการเมือง แต่ในความจริง 100 วันแรกไม่ได้สำคัญเพราะประชาชนใจร้อน มันสำคัญเพราะเป็นช่วงที่รัฐบาลส่งสัญญาณชัดที่สุดว่าตนมองประเทศผ่านสายตาแบบไหน หาก 100 วันแรกเต็มไปด้วยการจัดสรรอำนาจ การเกลี่ยผลประโยชน์ การคุมหน่วยงาน และการดูแลเสถียรภาพภายในชนชั้นนำ นั่นก็แปลว่ารัฐบาลมองงานของตนเป็นการบริหารระเบียบเดิม
แต่หาก 100 วันแรกเริ่มแตะเรื่องหนี้ครัวเรือน ค่าครองชีพ ค่าพลังงาน โครงสร้างการแข่งขันที่บิดเบี้ยว คุณภาพการศึกษา ทักษะแรงงาน และการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างจริงจัง นั่นจึงจะพอเรียกได้ว่ารัฐบาลกำลังคิดเรื่องอนาคตของประเทศ ไม่ใช่อนาคตของรัฐบาลอย่างเดียว
โจทย์จึงไม่ได้อยู่ที่การอัดมาตรการแจกเงินหรือมาตรการกระตุ้นระยะสั้นเพียงอย่างเดียว แม้มาตรการเช่นนั้นอาจจำเป็นในภาวะฉุกเฉิน แต่ถ้ารัฐยังไม่แตะเงื่อนไขเชิงโครงสร้างที่ทำให้คนจนจนซ้ำ คนชั้นกลางบางลง และคนกลุ่มเล็ก ๆ ได้เปรียบซ้ำแล้วซ้ำอีก ประเทศก็จะกลับเข้าสู่วงจรเดิมทันทีที่ฤทธิ์ยาชั่วคราวหมดลง
คันฉ่องส่องไทยต้องส่องโลกด้วย เพราะปัญหาไทยไม่ใช่เรื่องไทยล้วน ๆ
ประเทศไทยกำลังเผชิญชะตากรรมคล้ายหลายประเทศที่อยู่กึ่งกลางระหว่างประชาธิปไตยเชิงพิธีกรรมกับทุนนิยมเชิงผูกขาด พวกเขามีการเลือกตั้ง มีรัฐบาล มีตัวเลขเศรษฐกิจ มีรายงานทางการเงิน มีเวทีสัมมนา มีสุนทรพจน์เรื่องอนาคตสีเขียวและดิจิทัล แต่ลึกลงไป ประชาชนจำนวนมากกลับรู้สึกว่าตนกำลังทำงานในระบบที่ไม่ตอบแทนความพยายามอย่างเป็นธรรม ความรู้สึกนี้ไม่ใช่อารมณ์ล้วน ๆ มันเป็นประสบการณ์ร่วมของสังคมที่เห็นว่าโอกาสไม่ได้กระจายตามความสามารถ หากกระจายตามตำแหน่งแห่งที่ในโครงสร้างอำนาจ
หากไทยไม่เข้าใจเกมโลก เราจะหลงคิดว่าปัญหาของเราคือแค่การสลับตัวผู้นำ แต่หากไทยไม่เข้าใจปัญหาภายใน เราก็จะหลงคิดว่าแค่ดึงต่างชาติเข้ามามากขึ้น ประเทศก็จะรอด ความจริงคือทั้งสองเรื่องต้องถูกมองพร้อมกัน รัฐบาลที่มองแต่โลกจะมองไม่เห็นความทุกข์ของประชาชน รัฐบาลที่มองแต่การเมืองภายในจะอ่านเกมโลกไม่ทัน และประเทศที่ไม่ทำทั้งสองอย่างพร้อมกันย่อมถูกโลกบีบจากภายนอก และถูกโครงสร้างตนเองกัดกร่อนจากภายใน
ฉะนั้น อนาคตของรัฐบาลอนุทิน 2 ไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงว่ารัฐบาลจะอยู่ครบเทอมหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่ารัฐบาลจะเป็นเพียงผู้จัดการเสถียรภาพของระเบียบเดิม หรือจะกล้าเป็นผู้เปิดประตูสู่ระเบียบใหม่ที่ยุติธรรมกว่า หากทำได้เพียงอย่างแรก รัฐบาลอาจอยู่รอด แต่ประเทศจะย่ำอยู่ที่เดิม หากกล้าทำอย่างหลัง รัฐบาลอาจต้องเผชิญแรงต้านมากขึ้น แต่ประเทศอาจมีอนาคตจริงขึ้นมาเป็นครั้งแรกในรอบยาวนาน
และนี่คือประโยคที่ประชาชนไทยไม่ควรลืมเลย: เสถียรภาพที่ไม่แตะโครงสร้าง อาจทำให้รัฐสบายขึ้นชั่วคราว แต่จะทำให้ประชาชนแบกประเทศหนักขึ้นทุกปี
เชิงอรรถ
- Reuters รายงานเมื่อ 18 มีนาคม 2026 ว่าศาลรัฐธรรมนูญไทยรับคำร้องที่ตั้งข้อสงสัยต่อความชอบด้วยกฎหมายของบัตรเลือกตั้งซึ่งมีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด แต่ยังไม่ได้มีคำสั่งระงับกระบวนการรัฐสภา ขณะที่รัฐสภาเดินหน้าสู่การโหวตนายกรัฐมนตรีตามกำหนดเดิม
- Reuters รายงานผลการโหวตนายกรัฐมนตรีว่า อนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับเสียงสนับสนุน 293 จาก 499 เสียง กลายเป็นผู้นำไทยคนแรกในรอบสองทศวรรษที่ได้ดำรงตำแหน่งต่อสมัยจากการลงมติในรัฐสภา และนักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งมองว่านี่สะท้อนการเรียงตัวของอำนาจทางการเมืองและสถาบันในทิศทางเดียวกันมากขึ้น
- Thailand Economic Monitor ของธนาคารโลก ฉบับกุมภาพันธ์ 2026 ชี้ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2025 เผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างชัดขึ้น ทั้งฐานอุตสาหกรรมที่เริ่มเสื่อมความสามารถ การแข่งขันด้านการส่งออกและท่องเที่ยวที่อ่อนลง หนี้ครัวเรือนสูง และพื้นที่นโยบายการคลังที่ตึงตัวมากขึ้น
- OECD Economic Surveys: Thailand 2025 และข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยสะท้อนแนวโน้มคล้ายกันว่าเศรษฐกิจไทยเติบโตในระดับต่ำเมื่อเทียบกับศักยภาพ เผชิญแรงกดจากโครงสร้างประชากรสูงวัย การผลิตบางภาคส่วนที่ชะลอลง ความไม่แน่นอนจากการค้าโลก และข้อจำกัดด้านผลิตภาพ ขณะที่ ธปท. คาดการณ์การเติบโตปี 2026 ในระดับเพียงประมาณ 1.5%
- เอกสารของธนาคารโลกและรายงานเศรษฐกิจไทยช่วง 2025–2026 ยังชี้ถึงความเหลื่อมล้ำของการเข้าถึงบริการและโอกาสทางเศรษฐกิจระหว่างภูมิภาคและกลุ่มประชากร ซึ่งทำให้คำถามเรื่อง “กำลังซื้อฐานล่าง” ไม่ใช่เรื่องอารมณ์ทางการเมือง แต่เป็นแกนของเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว



