คันฉ่องส่องไทย: เสียงจากปลายดอย… เมื่อความอัดอั้นกลายเป็นคำถามต่อทั้งระบบ

คันฉ่องส่องไทย: เสียงจากปลายดอย… เมื่อความอัดอั้นกลายเป็นคำถามต่อทั้งระบบ
คันฉ่องส่องไทย

เสียงจากปลายดอย… เมื่อความอัดอั้นกลายเป็นคำถามต่อทั้งระบบ

ว่าด้วยความอัดอั้นของคนธรรมดาที่ไม่ได้บ่นเพียงเพราะอารมณ์ แต่กำลังสะท้อนรอยร้าวที่สะสมอยู่ในโครงสร้างประเทศ

เช้าวันหนึ่ง มีข้อความยาวจากหญิงคนหนึ่งในภาคเหนือส่งลอยเข้ามา ข้อความนั้นไม่ได้เริ่มด้วยภาษาทฤษฎี ไม่ได้วางคำใหญ่โต ไม่ได้พยายามทำให้ดูเป็นนักวิชาการ หากเริ่มจากความรู้สึกตรง ๆ ของคนธรรมดาที่มองบ้านเมืองแล้วเหนื่อยใจ มองการเมืองแล้วอยากเบือนหน้า มองเศรษฐกิจแล้วเห็นแต่ทางตัน มองอนาคตแล้วไม่แน่ใจว่าประเทศนี้ยังเหลืออะไรให้ลูกหลานได้ยึดเป็นความหวัง

“การเมืองมันห่วยแตก… ไม่อยากมอง แต่มันก็ยังอยู่”

ประโยคสั้น ๆ แบบนี้ บางคนอาจอ่านแล้วผ่านไป คิดว่าเป็นเพียงคำบ่นอีกชิ้นหนึ่งในทะเลแห่งความไม่พอใจ แต่ถ้าเราหยุดฟังให้ดี จะพบว่านี่ไม่ใช่เพียงการระบายอารมณ์ส่วนตัว หากเป็นเสียงจากปลายดอยที่กำลังสะท้อนความจริงอย่างหนึ่งของสังคมไทย นั่นคือ คนจำนวนมากไม่ได้รู้สึกแค่ผิดหวังกับรัฐบาลชุดหนึ่งหรือบุคคลคนหนึ่งเท่านั้น แต่กำลังรู้สึกว่าระบบทั้งระบบไม่ตอบแทนความอดทนของพวกเขาอีกแล้ว

ในข้อความนั้น มีทั้งความโกรธ ความสับสน ความหวาดระแวง และความสิ้นศรัทธาปะปนกันอยู่ เป็นอารมณ์แบบที่เกิดขึ้นเมื่อประชาชนมองเห็นภาพซ้ำ ๆ จนเริ่มเชื่อว่าทุกอย่างถูกล็อกไว้หมดแล้ว อำนาจวนอยู่ในกลุ่มเดิม ตำแหน่งสำคัญส่งต่อกันเหมือนมรดก การบริหารบ้านเมืองไม่สะท้อนคุณภาพที่ประชาชนคาดหวัง และประเทศทั้งประเทศดูเหมือนกำลังถูกลากไปข้างหน้าโดยไม่มีเข็มทิศที่เชื่อมโยงกับชีวิตคนเล็กคนน้อยเลย

เมื่อการเมืองถูกมองว่าเป็นเรื่องของเครือข่าย มากกว่าความสามารถ

สิ่งที่สะท้อนออกมาชัดเจนที่สุดจากเสียงนี้ คือความรู้สึกว่าการเมืองไทยไม่ใช่สนามของคนมีความสามารถ หากเป็นสนามของคนมีสาย มีบ้าน มีพวก และมีหลังพิงที่มั่นคง ประชาชนจึงมองเห็นภาพของตำแหน่งรัฐมนตรีหรือผู้มีอำนาจบางคนอย่างไม่ไว้วางใจ เพราะสำหรับพวกเขา สิ่งที่ปรากฏต่อหน้าไม่ใช่ความน่าเชื่อถือ แต่คือการสืบทอดและการจัดวางคนกันเองเข้าไปนั่งในตำแหน่งที่ควรกำหนดอนาคตของประเทศ

ตรงนี้เองที่ความผิดหวังทางการเมืองไม่ใช่เรื่องนามธรรมอีกต่อไป เพราะเมื่อคนเชื่อว่าระบบไม่คัดสรรคนจากความสามารถ ผลสะเทือนจะลามไปไกลกว่าความรู้สึกเกลียดนักการเมือง มันจะค่อย ๆ ทำลายความเชื่อของประชาชนต่อหลักความยุติธรรม ทำให้คนเริ่มรู้สึกว่าต่อให้ตนทำดีหรือมีความสามารถเพียงใด ก็อาจไม่มีความหมายในประเทศที่เส้นสายใหญ่กว่าความสามารถ และพวกพ้องมีน้ำหนักมากกว่าผลงาน

ราคาน้ำมันที่แพง ไม่ได้เป็นแค่เรื่องต้นทุน แต่เป็นเรื่องความไว้ใจ

อีกประเด็นที่หญิงจากภาคเหนือพูดด้วยน้ำเสียงคับข้อง คือราคาน้ำมัน เธอมองไม่เข้าใจว่าทำไมคนไทยต้องแบกรับค่าน้ำมันที่สูง ในเมื่อประเทศก็มีทรัพยากรของตัวเองอยู่บ้าง และในความรู้สึกของเธอ ภาพทั้งหมดดูเหมือนการอ้างเหตุผลซ้ำ ๆ จากชนชั้นบริหารที่ไม่เคยอธิบายอะไรให้ประชาชนเชื่อได้จริง

ในทางข้อเท็จจริง เรื่องพลังงานมีความซับซ้อนกว่านั้นมาก ราคาน้ำมันเกี่ยวข้องกับตลาดโลก ภาษี โครงสร้างการกลั่น การนำเข้าและส่งออก รวมถึงกองทุนน้ำมันและนโยบายรัฐ แต่ในทางการเมือง ความซับซ้อนทางเทคนิคไม่อาจลบคำถามพื้นฐานของประชาชนได้ นั่นคือ หากระบบนี้เป็นธรรมจริง เหตุใดชีวิตความเป็นอยู่ของคนธรรมดาจึงหนักขึ้นอยู่เสมอ และเหตุใดคำอธิบายจากฝ่ายอำนาจจึงฟังเหมือนเหตุผลที่มีไว้กันคำถาม มากกว่าจะมีไว้คลายข้อสงสัย

เมื่อราคาน้ำมันกลายเป็นความทุกข์รายวัน มันจึงไม่ใช่แค่ตัวเลขบนป้ายปั๊มอีกต่อไป แต่มันกลายเป็นสัญลักษณ์ของความรู้สึกว่า ประชาชนต้องจ่ายแพงขึ้นเสมอ ขณะที่คนบนยอดพีระมิดไม่เคยดูเหมือนจะเจ็บปวดไปพร้อมกัน

ความจนในภูมิภาคไม่เคยหายไป เพียงแต่ถูกทำให้เงียบลง

ประโยคที่ว่า “ภาคเหนือก็ยังจนเหมือนเดิม ไม่มีโรงงาน ไม่มีแหล่งงานทำ” นั้น เรียบง่ายแต่บาดลึก เพราะมันพาเราไปแตะหัวใจของปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไทยแบกมานานหลายทศวรรษ การพัฒนากระจุกอยู่บางพื้นที่ เมืองใหญ่โตขึ้น เขตเศรษฐกิจบางแห่งได้รับการผลักดันอย่างเต็มกำลัง แต่หลายจังหวัดยังคงวนอยู่กับรายได้ต่ำ การทำเกษตรที่เปราะบาง และการรอให้ลูกหลานออกจากบ้านไปขายแรงงานในเมืองหรือไกลถึงต่างประเทศ

ปัญหาเช่นนี้ไม่ได้มีแค่เรื่อง “จน” กับ “ไม่จน” แต่มันหมายถึงการที่ผู้คนในบางภูมิภาคเริ่มรู้สึกว่าตนไม่มีที่ยืนในจินตนาการแห่งอนาคตของชาติ พวกเขาไม่ได้เห็นแผนการพัฒนาที่ออกแบบจากชีวิตจริงของพื้นที่ ไม่ได้เห็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่ลงลึกถึงระดับชุมชน และไม่ได้เห็นรัฐที่เข้าใจว่าการปล่อยให้ภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งจมอยู่กับการขาดงาน ขาดอุตสาหกรรม ขาดโครงสร้างรองรับ เท่ากับการบ่มเพาะความสิ้นหวังไว้เงียบ ๆ ใต้พื้นผิวสังคม

แรงงานข้ามชาติและความโกรธที่กำลังมองหาตัวแทน

ในข้อความเดียวกัน ยังมีความกังวลเรื่องแรงงานต่างชาติและผู้คนจากภายนอกที่หลั่งไหลเข้ามาอยู่และทำมาหากินในพื้นที่ เสียงแบบนี้เราได้ยินมากขึ้นในหลายจังหวัดของไทย โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี งานหาย รายได้หด และรัฐดูไม่สามารถควบคุมหรืออธิบายสถานการณ์ให้ชัดเจนได้ ความกลัวจึงหันไปจับกับคนที่มองเห็นง่ายที่สุด นั่นคือคนแปลกหน้า คนต่างภาษา คนที่แต่งกายต่างไป หรือคนที่ถูกมองว่าเข้ามาแย่งโอกาสจากเจ้าของถิ่น

อย่างไรก็ดี ถ้าเรามองอย่างเป็นธรรม ต้องยอมรับว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวแรงงานข้ามชาติในเชิงเหมารวม หลายภาคส่วนของเศรษฐกิจไทยพึ่งพาแรงงานเหล่านี้อย่างมาก คำถามสำคัญอยู่ที่รัฐจัดการอย่างไร มีระบบขึ้นทะเบียน ตรวจสอบ ดูแล และสื่อสารอย่างเป็นธรรมหรือไม่ หากรัฐปล่อยให้ปัญหาถูกหมักหมม ผู้คนย่อมหันไปอธิบายสถานการณ์ด้วยอคติ ความกลัว หรือข่าวลือ และเมื่อถึงจุดนั้น ความโกรธทางเศรษฐกิจก็พร้อมจะแปรเป็นความขัดแย้งทางสังคมทันที

ป่า ภูเขา ที่ดิน และความยุติธรรมสองมาตรฐาน

สิ่งที่เจ็บปวดไม่แพ้เรื่องงานหรือค่าครองชีพ คือความรู้สึกว่ากฎหมายไทยไม่เคยตกลงบนหัวทุกคนด้วยน้ำหนักที่เท่ากัน หญิงคนนี้เล่าถึงภูเขา รีสอร์ต การบุกรุกพื้นที่ การใช้เอกสารสิทธิ์ และการไล่คนบางกลุ่มออกจากพื้นที่ที่อยู่กันมาหลายชั่วอายุคน ภาพเหล่านี้แม้จะต้องตรวจสอบเป็นกรณี ๆ ไป แต่ในระดับความรู้สึกทางสังคม มันสะท้อนสิ่งที่คนไทยจำนวนมากเชื่อเหมือนกัน คือบ้านเมืองนี้มีกฎหมายสำหรับคนเล็ก กับกฎหมายอีกชุดสำหรับคนมีเส้น มีเงิน หรือมีอำนาจหนุนหลัง

เมื่อคนเห็นรีสอร์ตผุดบนภูเขา เห็นโครงการบางอย่างรุกพื้นที่ธรรมชาติ เห็นชุมชนดั้งเดิมถูกกดดันให้ถอย แต่ขณะเดียวกันคนมีอำนาจหรือทุนใหญ่กลับยืนอยู่ได้อย่างมั่นคง ความเชื่อเรื่องความยุติธรรมก็จะพังลงทีละชั้น และเมื่อความยุติธรรมพัง การเคารพกฎหมายก็จะพังตาม เพราะประชาชนจะเริ่มถามว่า เหตุใดพวกเขาต้องเคารพกติกาที่ไม่เคยปกป้องพวกเขาเท่ากันเลย

ข่าวลือ ความหวาดระแวง และยุคที่ประชาชนไม่เชื่อใครง่าย ๆ อีกแล้ว

ในข้อความที่ส่งมานั้น มีทั้งเรื่องที่เป็นข้อสังเกตจากประสบการณ์ตรง และเรื่องที่เป็นลักษณะคำบอกเล่าต่อ ๆ กันมา ทั้งเรื่องกลุ่มทุนต่างชาติ การยึดพื้นที่ในอนาคต โครงการแปลกบนภูเขา ตลอดจนความเคลื่อนไหวของรัฐที่ยังไม่ชัดเจน เรื่องพวกนี้อาจจริงบางส่วน ไม่จริงบางส่วน หรือจริงในระดับที่ต้องการข้อมูลเพิ่ม แต่ไม่ว่าอย่างไร การมีอยู่ของข่าวลือเหล่านี้ก็สำคัญในตัวมันเอง เพราะมันบอกเราว่า ประชาชนกำลังอยู่ในสภาวะที่ไม่รู้จะเชื่อใคร

เมื่อคนไม่เชื่อรัฐบาล ไม่เชื่อสื่อกระแสหลัก ไม่เชื่อระบบราชการ และไม่มั่นใจแม้แต่ข้อมูลที่ตนได้รับจากเครือข่ายส่วนตัว สังคมจะค่อย ๆ กลายเป็นพื้นที่ของความระแวง ทุกข่าวกลายเป็นไปได้ ทุกข้อสงสัยถูกเลี้ยงให้โต และทุกช่องว่างของข้อมูลสามารถถูกเติมเต็มด้วยคำอธิบายที่ปลุกอารมณ์มากกว่าปลุกปัญญา นี่ไม่ใช่ปัญหาเล็ก เพราะสังคมที่อยู่บนฐานของความไม่เชื่อใจต่อเนื่อง จะตัดสินใจเรื่องใหญ่ด้วยความกลัวได้ง่ายกว่าด้วยเหตุผล

แท้จริงแล้ว เสียงนี้กำลังบอกอะไรเรา

ถ้าฟังเพียงผิวเผิน หลายคนอาจสรุปว่า นี่ก็แค่คนคนหนึ่งที่กำลังด่าไปทั่วอย่างไร้ทิศทาง แต่ถ้าฟังอย่างนักข่าว ฟังอย่างนักสังเกตการณ์สังคม และฟังอย่างคนที่ยังเชื่อว่าความทุกข์ของประชาชนมีความหมาย เราจะเห็นว่านี่คือเสียงของการหมดความไว้วางใจต่อทั้งระบบ เสียงนี้ไม่ได้บอกเพียงว่าไม่ชอบรัฐบาล ไม่ชอบนักการเมือง หรือไม่พอใจราคาของแพง ทว่าเสียงนี้กำลังถามลึกกว่านั้นว่า ประเทศนี้ยังเหลือหลักอะไรให้ประชาชนเกาะอยู่หรือไม่

คำถามเรื่องใครจะเป็นนายกฯ ต่อไป จึงไม่ได้เป็นแค่คำถามเรื่องตัวบุคคล หากเป็นคำถามเรื่องศรัทธาต่ออนาคต เมื่อคนพูดว่า “มืดตึบ” นั่นหมายความว่าในสายตาของเขา ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การเปลี่ยนคนหนึ่งแล้วทุกอย่างจะดีขึ้น แต่คือการที่โครงสร้างเดิมยังคงหมุนซ้ำอยู่ และประชาชนไม่เห็นแรงใดที่จะพาประเทศออกจากวงจรเดิมได้จริง


ประเทศไทยในวันนี้จึงไม่ขาดเพียงนโยบายดี ๆ หรือผู้นำที่พูดเก่งเท่านั้น สิ่งที่ขาดอย่างหนักคือความสามารถในการทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเสียงของพวกเขามีความหมาย ชีวิตของพวกเขาถูกมองเห็น และความทุกข์ของพวกเขาไม่ได้ถูกแปลเป็นเพียงตัวเลขในรายงานราชการหรือวัตถุดิบของการหาเสียงชั่วคราว เมื่อประชาชนจำนวนมากเริ่มเชื่อว่าระบบไม่ฟัง ไม่อธิบาย ไม่ยุติธรรม และไม่ตั้งใจแก้จริง ความอัดอั้นก็จะไม่หยุดอยู่แค่ในข้อความส่วนตัว แต่มันจะกลายเป็นอารมณ์ร่วมของยุคสมัย

ประเทศไม่ได้พังเพราะคนบ่น ประเทศพังเมื่อคนบ่นจนหมดแรง และไม่มีใครฟังต่างหาก เสียงจากปลายดอยในครั้งนี้จึงไม่ควรถูกอ่านเพียงในฐานะคำระบาย หากควรถูกอ่านในฐานะสัญญาณเตือนว่า เมื่อความไม่พอใจต่อการเมือง ค่าครองชีพ ความเหลื่อมล้ำ การจัดการแรงงาน ทรัพยากร และความยุติธรรม ไหลมารวมกันในใจของคนธรรมดา เสียงเล็ก ๆ หนึ่งเสียงย่อมสะท้อนความแตกร้าวขนาดใหญ่ของทั้งสังคมได้

และหากผู้มีอำนาจยังเลือกจะได้ยินเพียงเสียงปรบมือจากห้องแอร์ แต่ไม่ได้ยินเสียงถอนหายใจจากปลายดอย วันหนึ่งเสียงเหล่านั้นอาจไม่ใช่เพียงเสียงสะท้อนอีกต่อไป แต่อาจกลายเป็นแรงสะเทือนที่ทั้งระบบไม่อาจเมินเฉยได้อีกเลย

ดร. เพียงดิน รักไทย “คันฉ่องส่องไทย” มหาวิทยาลัยประชาชน

นโยบายต่างประเทศของทรัมป์กับการรื้อระบบจักรวรรดิการเงินอังกฤษ

การวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์: นโยบายต่างประเทศของทรัมป์กับการรื้อระบบจักรวรรดิการเงินอังกฤษ

การวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์: นโยบายต่างประเทศของทรัมป์กับการรื้อระบบจักรวรรดิการเงินอังกฤษ

ผู้วิเคราะห์: วิเคราะห์จากมุมมองของ Susan Kokinda, Promethean Action (18 เมษายน 2569)

บทคัดย่อ: วิดีโอและบทวิเคราะห์จาก Susan Kokinda ชี้ให้เห็นว่านโยบายที่โลกมองว่าเป็น “การเผชิญหน้ากับอิหร่าน” ของรัฐบาลทรัมป์ อาจเป็นเพียงฉากหน้าของกลยุทธ์เชิงลึกที่มุ่งรื้อถอนโครงสร้างอำนาจทางการเงินและภูมิรัฐศาสตร์ของระบบจักรวรรดิอังกฤษ (British imperial financial system) ซึ่งครอบงำตลาดโลกมานานหลายทศวรรษ การเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนถึงการกลับมาของ “American System” ที่เน้นอธิปไตยทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ มากกว่าการพึ่งพาระบบเก่าของลอนดอน

บริบทและกรอบแนวคิด

ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา เมืองลอนดอน (City of London) ได้ดำรงตำแหน่งศูนย์กลางการกำหนดราคาสินค้าโภคภัณฑ์โลก (commodity pricing benchmarks) รวมถึงทองคำ โลหะ และน้ำมัน Brent crude รวมถึงการผูกขาดธุรกิจประกันภัยทางทะเลผ่าน Lloyd’s of London การควบคุมเหล่านี้ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือในการ “ขู่กรรโชกทางเศรษฐกิจ” (world extortion) โดยเฉพาะเมื่อเกิดวิกฤตในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอิหร่านสามารถควบคุมการไหลเวียนของน้ำมันได้

ตามมุมมองของ Kokinda การที่สหรัฐฯ เคลื่อนไหวในตะวันออกกลางครั้งล่าสุด ไม่ได้มุ่งเป้าไปที่อิหร่านโดยตรง แต่เป็นการตัดสายใยที่เชื่อมโยงเครือข่ายการเงินลอนดอนกับ “ภัยคุกคามอิหร่านถาวร” ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองและเศรษฐกิจมานาน

ประเด็นวิเคราะห์หลัก

1. “Economic Fury” – คำเตือนตรงถึงลอนดอน

ในการประชุมวันที่ 16 เมษายน 2569 ระหว่างรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ Scott Bessent กับรัฐมนตรีคลังสหราชอาณาจักร Rachel Reeves คำว่า “Economic Fury” ถูกกล่าวถึงอย่างเปิดเผยอย่างเป็นทางการจากฝ่ายสหรัฐฯ แม้สื่อส่วนใหญ่จะตีความว่าเป็นการกดดันอิหร่าน แต่ Kokinda ชี้ว่าเป็น สัญญาณเตือนโดยตรง ต่อวงการการเงินลอนดอน เกี่ยวกับการย้าย “โหนดกำหนดราคา” (pricing nodes) จากลอนดอนไปยังนิวยอร์ก

สหรัฐฯ ยังติดตามกระแสเงินไหลไปยังอิหร่าน ซึ่งบางส่วนวนเวียนผ่านระบบการเงินอังกฤษ การเคลื่อนไหวนี้จึงเป็นการตัดเส้นทางการเงินที่สนับสนุนระบบเก่า

2. การยุติ “ภัยคุกคามอิหร่านถาวร” และการหยุดยิงอิสราเอล-เลบานอน

รัฐบาลทรัมป์ได้ผลักดันให้เกิดการหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและเลบานอนเป็นเวลา 10 วัน (เริ่ม 16 เมษายน 2569) และสั่งห้ามการโจมตีเพิ่มเติม การกระทำนี้ถูกวิเคราะห์ว่าเป็นการ “ปลดอาวุธ” เนทันยาฮู โดยตัด “ไพ่ใบสำคัญ” คือการใช้ภัยจากอิหร่านและเฮซบอลเลาะห์เป็นเครื่องมือในการรักษาอำนาจทางการเมืองภายในประเทศ

เมื่อ “ภัยคุกคามถาวร” ถูกทำให้ลดลง ความจำเป็นในการรักษาระดับความตึงเครียดในภูมิภาคเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ (โดยเฉพาะประกันภัยสงครามผ่าน Lloyd’s) ก็ลดลงตามไปด้วย

3. การสิ้นสุดระบบขู่กรรโชกโลก (World Extortion)

ระบบเก่าที่ลอนดอนควบคุมราคาน้ำมัน ราคาทองคำ และการประกันภัยสงคราม ทำให้เกิดผลประโยชน์มหาศาลทุกครั้งที่มีความขัดแย้งในตะวันออกกลาง Kokinda ระบุว่ารัฐบาลทรัมป์กำลังยุติโมเดลนี้ โดยย้ายอำนาจการกำหนดราคาและธุรกรรมทางการเงินกลับสู่ศูนย์กลางของสหรัฐฯ

4. ความสัมพันธ์พิเศษ (Special Relationship) ที่เสื่อมถอย

สถาบัน Hudson Institute หวังว่าการเยือนสหรัฐฯ ของกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 ในช่วงปลายเดือนนี้จะช่วยซ่อมแซมความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ-สหราชอาณาจักรที่กำลังตึงเครียด อย่างไรก็ตาม Kokinda มองว่าเป็นเพียง “คำอธิษฐาน” (Hail Mary) มากกว่ากลยุทธ์เชิงโครงสร้าง เพราะโครงสร้างทางการเงินและอำนาจของระบบจักรวรรดิถูกถอดรื้อออกไปแล้วในระดับพื้นฐาน

ข้อสังเกตเชิงวิเคราะห์

มุมมองนี้สอดคล้องกับแนวคิด “American System” แบบดั้งเดิมของสหรัฐฯ ซึ่งเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศ อธิปไตยทางเศรษฐกิจ และการต่อต้านระบบ oligarchy ระหว่างประเทศ (โดยเฉพาะระบบที่สืบทอดจากจักรวรรดิอังกฤษ) การเคลื่อนไหวของทรัมป์ในครั้งนี้จึงอาจถูกตีความได้สองทาง:

  • ด้านบวก: เป็นการฟื้นฟูความเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และลดการพึ่งพาระบบเก่าที่อาจก่อให้เกิดความไม่เสถียร
  • ด้านวิจารณ์: อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งกับพันธมิตรแบบดั้งเดิม และเสี่ยงต่อความไม่แน่นอนในตลาดการเงินโลกในระยะสั้น

อย่างไรก็ตาม หลักฐานจากการประชุม Bessent-Reeves และการประกาศหยุดยิงอิสราเอล-เลบานอนสนับสนุนว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ที่ลึกกว่าการเผชิญหน้ากับอิหร่านเพียงอย่างเดียว

สรุป

หากการวิเคราะห์ของ Susan Kokinda ถูกต้อง แม้โลกจะมุ่งความสนใจไปที่ “อิหร่าน” แต่เกมที่แท้จริงอาจอยู่ที่การปรับโครงสร้างอำนาจโลกครั้งใหญ่ โดยสหรัฐฯ กำลังดึงอำนาจทางเศรษฐกิจกลับคืนจากลอนดอนสู่นิวยอร์กและวอชิงตัน การพัฒนาในช่วงเดือนเมษายน 2569 จึงอาจเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ในความสัมพันธ์ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกและระบบการเงินโลก

อ้างอิงหลัก: วิดีโอ “Why Trump’s Warning Went ONLY to Britain” โดย Susan Kokinda, Promethean Action (18 เมษายน 2569) และเอกสารอย่างเป็นทางการจากกระทรวงคลังสหรัฐฯ

การวิเคราะห์นี้เป็นการนำเสนอในลักษณะกึ่งวิชาการเพื่อวัตถุประสงค์ในการทำความเข้าใจมุมมองการวืเคราะห์จากมุมหนึ่ง ไม่ใช่การยืนยันข้อเท็จจริงทั้งหมด

สถาปัตยกรรมห้าชั้นของอำนาจประชาชน: กรอบวิเคราะห์เชิงโครงสร้างว่าด้วยการสร้างพลังพลเมืองอย่างยั่งยืน

สถาปัตยกรรมห้าชั้นของอำนาจประชาชน: กรอบวิเคราะห์เชิงโครงสร้างว่าด้วยการสร้างพลังพลเมืองอย่างยั่งยืน
บทความวิชาการ · Education for Peace Foundation

สถาปัตยกรรมห้าชั้นของอำนาจประชาชน:
กรอบวิเคราะห์เชิงโครงสร้างว่าด้วยการสร้างพลังพลเมืองอย่างยั่งยืน

บทคัดย่อ

บทความนี้เสนอกรอบวิเคราะห์เชิงโครงสร้างว่าด้วย “สถาปัตยกรรมห้าชั้นของอำนาจประชาชน” (Five-Layer Architecture of People Power) เพื่ออธิบายว่าเหตุใดการเคลื่อนไหวของประชาชนในหลายบริบท โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมไทย จึงมีพลังมหาศาลในช่วงสั้นแต่ไม่สามารถแปรพลังนั้นเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ยั่งยืน ผู้เขียนโต้แย้งว่าปัญหามิได้อยู่ที่การขาด “พลัง” หากอยู่ที่การขาด “การจัดวางพลังเป็นระบบ” และเสนอว่า อำนาจประชาชนที่ยั่งยืนต้องประกอบด้วยห้าชั้นที่พัฒนาไปพร้อมกัน ได้แก่ อำนาจท้องถิ่น อำนาจทางวาทกรรม อำนาจเชิงสถาบัน อำนาจระหว่างรุ่น และอำนาจระหว่างประเทศ บทความใช้วิธีการสังเคราะห์เชิงทฤษฎีโดยบูรณาการวรรณกรรมจากรัฐศาสตร์ สังคมวิทยาการเมือง ทฤษฎีการเคลื่อนไหวทางสังคม และทฤษฎีอำนาจ พร้อมประกอบตัวอย่างเชิงประจักษ์จากกรณีเปรียบเทียบ ข้อค้นพบหลักคือ ชัยชนะของภาคประชาชนไม่ได้ถูกกำหนดจากขนาดของมวลชนในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง หากแต่ถูกกำหนดจากความสมบูรณ์ของโครงข่ายอำนาจที่รองรับ ขับเคลื่อน และปกป้องการเปลี่ยนแปลงนั้น

คำสำคัญ: อำนาจประชาชน, การเคลื่อนไหวทางสังคม, การเมืองเชิงโครงสร้าง, ประชาธิปไตย, วาทกรรม, สังคมไทย

1.บทนำ: ปัญหาของ “พลังที่ไม่เป็นระบบ”

ในรอบสองทศวรรษที่ผ่านมา สังคมไทยได้เห็นคลื่นการเคลื่อนไหวของประชาชนหลายระลอก ตั้งแต่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จนถึงการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ในช่วงปี 2563–2564 ทุกการเคลื่อนไหวมีลักษณะร่วมที่น่าสนใจ คือการระดมมวลชนได้จำนวนมหาศาลในเวลาสั้น การสร้างคลื่นความรู้สึกร่วมในสังคมได้อย่างทรงพลัง และความสามารถในการกดดันรัฐบาลให้ต้องตอบสนอง แต่ในขณะเดียวกัน ทุกการเคลื่อนไหวก็จบลงในลักษณะคล้ายคลึงกัน นั่นคือ การถูกกลืน ถูกสลาย หรือถูกย้อนกลับโดยโครงสร้างที่ลึกกว่า

ข้อสังเกตนี้ชวนให้ตั้งคำถามเชิงวิเคราะห์ที่สำคัญ หากประชาชนไทยมีพลังมาก เหตุใดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างจึงเกิดขึ้นน้อยและช้า คำตอบที่มักได้ยินทั่วไป เช่น การถูกกดขี่โดยรัฐ การแทรกแซงของกองทัพ หรือความอ่อนแอของพรรคการเมือง ล้วนเป็นคำอธิบายที่ถูกต้องบางส่วน แต่ไม่เพียงพอ เพราะคำอธิบายเหล่านี้ยังคงมองปรากฏการณ์จากมุมของ “ฝ่ายตรงข้าม” มิใช่จากมุมของ “โครงสร้างพลังของฝ่ายตนเอง”

บทความนี้เสนอมุมมองใหม่ว่า ปัญหาที่แท้จริงมิได้อยู่ที่การขาดพลัง หากอยู่ที่การที่พลังของประชาชน “ไม่ถูกจัดวางเป็นสถาปัตยกรรมเชิงระบบ” หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง สังคมไทยมีมวลชน มีความโกรธ มีความหวัง และมีการเลือกตั้ง แต่ยังขาดสิ่งที่ผู้เขียนเรียกว่า “สถาปัตยกรรมของอำนาจประชาชน” ที่ทำให้พลังต่าง ๆ เหล่านั้นเชื่อมต่อ สะสม และส่งผ่านข้ามเวลาได้

หากอำนาจของคุณมีเพียงชั้นเดียว มันย่อมถูกทำลายได้ในครั้งเดียว แต่หากอำนาจของคุณประกอบด้วยหลายชั้นที่เชื่อมถึงกัน การทำลายชั้นหนึ่งจะไม่ใช่การทำลายทั้งระบบ

ข้อเสนอหลักของบทความคือ การเคลื่อนไหวของประชาชนที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างยั่งยืนต้องประกอบด้วยห้าชั้นของอำนาจที่พัฒนาไปพร้อมกัน ได้แก่ (1) อำนาจท้องถิ่น (2) อำนาจทางวาทกรรม (3) อำนาจเชิงสถาบัน (4) อำนาจระหว่างรุ่น และ (5) อำนาจระหว่างประเทศ แต่ละชั้นมีตรรกะ กลไก และจังหวะของตนเอง แต่ต้องทำงานสอดประสานกัน มิฉะนั้นพลังในชั้นหนึ่งจะถูกชดเชยด้วยความอ่อนแอในอีกชั้นหนึ่ง

2.กรอบทฤษฎีและทบทวนวรรณกรรม

แนวคิดเรื่องอำนาจในการวิเคราะห์นี้ตั้งอยู่บนงานคลาสสิกของ Steven Lukes (2005) เรื่อง Power: A Radical View ซึ่งเสนอว่าอำนาจมีสามมิติ ได้แก่ อำนาจในการตัดสินใจโดยตรง อำนาจในการกำหนดวาระ และอำนาจในการกำหนดความคิดและความต้องการของผู้อื่น กรอบนี้ช่วยให้เข้าใจว่าการต่อสู้ทางการเมืองมิได้จำกัดอยู่เพียงการยึดตำแหน่งหรือชนะการเลือกตั้ง หากรวมถึงการต่อสู้ในระดับที่ลึกกว่านั้น คือระดับของความหมายและความเป็นจริง

ขณะเดียวกัน งานของ Antonio Gramsci เรื่องการครองอำนาจนำทางวัฒนธรรม (cultural hegemony) ชี้ให้เห็นว่าอำนาจของชนชั้นปกครองไม่ได้ตั้งอยู่บนการบังคับเพียงอย่างเดียว แต่ตั้งอยู่บนการยินยอมพร้อมใจของผู้ถูกปกครอง ซึ่งเกิดจากการที่ความคิด ค่านิยม และภาษาของชนชั้นปกครองถูกทำให้กลายเป็นสามัญสำนึกของสังคม (Gramsci, 1971) ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างจึงต้องเริ่มจากการสร้าง “การต่อต้านอำนาจนำ” (counter-hegemony) ในระดับวัฒนธรรมและวาทกรรม

ในมิติของการเคลื่อนไหวทางสังคม Sidney Tarrow (2011) ใน Power in Movement ได้เสนอแนวคิดโอกาสทางการเมือง (political opportunity structure) ว่า ความสำเร็จหรือล้มเหลวของการเคลื่อนไหวขึ้นอยู่กับปฏิสัมพันธ์ระหว่างทรัพยากรภายในของขบวนการกับโครงสร้างโอกาสภายนอก งานของ Doug McAdam, Sidney Tarrow และ Charles Tilly (2001) ใน Dynamics of Contention ยังชี้ว่าการเคลื่อนไหวที่ยั่งยืนต้องอาศัยกลไกการเชื่อมโยง (brokerage) การกระจายขนาด (scale shift) และการสร้างตัวตนร่วม (identity formation)

ในแง่ของอำนาจท้องถิ่น งานคลาสสิกของ Elinor Ostrom (1990) เรื่องการจัดการทรัพยากรร่วมชี้ว่าชุมชนในพื้นที่มีศักยภาพในการสร้างระบบธรรมาภิบาลด้วยตนเองหากเงื่อนไขเชิงสถาบันเอื้ออำนวย ส่วนในมิติระหว่างประเทศ Margaret Keck และ Kathryn Sikkink (1998) ใน Activists Beyond Borders ได้เสนอแนวคิดเครือข่ายผู้สนับสนุนข้ามชาติ (transnational advocacy networks) ซึ่งอธิบายว่าเหตุใดการเคลื่อนไหวภายในประเทศจึงสามารถเพิ่มอำนาจได้เมื่อเชื่อมโยงกับเครือข่ายระหว่างประเทศ ผ่านกลไกที่เรียกว่า “ผลลัพธ์แบบบูมเมอแรง” (boomerang pattern)

กรอบห้าชั้นที่บทความนี้เสนอ จึงมิใช่สิ่งที่ถูกสร้างจากสุญญากาศ หากแต่เป็นการสังเคราะห์แนวคิดจากสำนักคิดต่าง ๆ เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อตอบคำถามเชิงปฏิบัติว่า หากเราต้องการสร้างอำนาจประชาชนที่ยั่งยืน เราต้องลงทุนในมิติใดบ้างพร้อมกัน

3.ชั้นที่หนึ่ง: อำนาจท้องถิ่น (Local Power)

อำนาจท้องถิ่นเป็นชั้นที่ลึกที่สุดและมักถูกประเมินค่าต่ำที่สุดในการวิเคราะห์การเมืองไทย การเมืองที่พึ่งพาเพียงส่วนกลาง ไม่ว่าจะเป็นรัฐสภา รัฐบาล หรือการชุมนุมในเมืองหลวง ล้วนเป็นการเมืองที่ “ลอยอยู่ในอากาศ” เพราะไม่มีรากในชีวิตประจำวันของประชาชน ผลคือเมื่อเผชิญกับแรงต้านจากโครงสร้างอำนาจเดิม การเคลื่อนไหวเหล่านั้นจะไม่มีที่พักพิงและไม่มีฐานสะสมพลังไว้ใช้ในรอบต่อไป

อำนาจท้องถิ่นในที่นี้มิได้หมายถึงเพียงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในความหมายทางกฎหมาย หากครอบคลุมถึงเครือข่ายชุมชน ผู้นำธรรมชาติในพื้นที่ การจัดการทรัพยากรโดยชุมชน สหกรณ์ กลุ่มออมทรัพย์ องค์กรศาสนา โรงเรียน และพื้นที่สาธารณะของพลเมืองอื่น ๆ สิ่งเหล่านี้คือ “เส้นเลือดฝอย” ของสังคมประชาธิปไตย ซึ่งเป็นสิ่งที่ Alexis de Tocqueville (1835/2003) ระบุไว้ตั้งแต่การศึกษาประชาธิปไตยในอเมริกาว่า ความแข็งแกร่งของประชาธิปไตยขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของสมาคมและการจัดตั้งตนเองในระดับท้องถิ่น

กรณีของไต้หวันเป็นตัวอย่างเชิงเปรียบเทียบที่น่าสนใจ การเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยของไต้หวันในช่วงปลายทศวรรษ 1980 ถึงต้นทศวรรษ 2000 มิได้สำเร็จจากการลุกฮือในเมืองหลวงเพียงอย่างเดียว แต่ตั้งอยู่บนการสะสมอำนาจท้องถิ่นผ่านการเลือกตั้งระดับเทศบาลและระดับจังหวัดมาก่อนเป็นเวลานาน เมื่อถึงจุดเปลี่ยน พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (DPP) จึงมีฐานที่เป็นรูปธรรมรองรับ มิใช่เพียงกระแสความนิยม (Rigger, 1999)

ประชาธิปไตยที่ไม่มีรากในพื้นที่ คือประชาธิปไตยที่ถูกถอนได้ทุกเมื่อ เพราะไม่มีอะไรยึดเหนี่ยวมันไว้กับพื้นดินของชีวิตจริง

สำหรับบริบทไทย การรวมศูนย์อำนาจที่ดำเนินมาตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และถูกตอกย้ำซ้ำโดยระบอบคณะราษฎรตลอดจนรัฐประหารที่ตามมา ทำให้ท้องถิ่นไทยอ่อนแอเชิงโครงสร้างอย่างเป็นระบบ (Nelson, 2002) แม้จะมีการกระจายอำนาจบางส่วนตามรัฐธรรมนูญ 2540 แต่กลไกการตรวจสอบ งบประมาณ และอำนาจตัดสินใจที่แท้จริงยังคงถูกผูกไว้กับส่วนกลาง การสร้างอำนาจประชาชนอย่างยั่งยืนจึงต้องเริ่มจากการทำให้ท้องถิ่นกลับมาเป็นหน่วยทางการเมืองที่มีชีวิต มิใช่เพียงหน่วยบริหารที่คอยรับคำสั่ง

4.ชั้นที่สอง: อำนาจทางวาทกรรม (Narrative Power)

ก่อนที่ฝ่ายใดจะชนะทางการเมือง ฝ่ายนั้นต้องชนะในระดับของความหมายก่อน นี่คือข้อเสนอกลางของทฤษฎีอำนาจนำทางวัฒนธรรมที่กล่าวถึงข้างต้น คำถามที่ทุกสังคมต้องตอบ คือ ใครเป็นผู้กำหนดนิยามของคำว่า “ถูก” “ดี” “รักชาติ” “อันตราย” หรือ “สงบเรียบร้อย” คำตอบของคำถามนี้ไม่ได้ถูกตัดสินในสนามเลือกตั้ง แต่ถูกตัดสินในระบบการศึกษา ในสื่อมวลชน ในละคร ในเพลง ในตำราเรียน ในพิธีกรรมสาธารณะ และในภาษาที่ใช้ในชีวิตประจำวัน

หากภาษาและวาทกรรมยังคงอยู่ในมือของฝ่ายที่รักษาสถานะเดิม ฝ่ายประชาธิปไตยจะถูกทำให้ “ดูผิด” โดยอัตโนมัติ แม้ข้อเท็จจริงและเหตุผลจะอยู่ข้างตน นักเคลื่อนไหวที่เรียกร้องการปฏิรูปจะถูกกรอบ (framed) ให้กลายเป็น “ผู้ทำลายความสงบ” “พวกชังชาติ” หรือ “เครื่องมือของต่างชาติ” กรอบเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หากเป็นผลผลิตของการลงทุนระยะยาวในสื่อและสถาบันทางวัฒนธรรมของฝ่ายที่ถืออำนาจ

ประเด็นนี้มีความสำคัญเพราะงานวิจัยทางจิตวิทยาการเมืองและการสื่อสารมวลชนยืนยันอย่างชัดเจนว่า การรับรู้ของประชาชนส่วนใหญ่ถูกกำหนดจากกรอบที่สื่อและสถาบันหลักนำเสนอ มากกว่าจากการวิเคราะห์ข้อมูลดิบด้วยตนเอง (Entman, 1993; Lakoff, 2004) ดังนั้นการต่อสู้ทางวาทกรรมจึงมิใช่เรื่องรองหรือ “เรื่องสัญลักษณ์” แต่เป็นการต่อสู้ในระดับที่กำหนดว่าความเป็นจริงทางการเมืองจะถูกเข้าใจอย่างไร

ผู้ที่กุมอำนาจทางภาษา ไม่จำเป็นต้องกุมปืน ก็สามารถชนะได้ เพราะเมื่อภาษาเป็นของฝ่ายหนึ่งแล้ว ฝ่ายตรงข้ามจะพูดอะไรก็กลายเป็นผิดโดยปริยาย

กรณีของการเคลื่อนไหวสิทธิพลเมืองในสหรัฐอเมริกาเป็นตัวอย่างของการสร้างอำนาจทางวาทกรรมที่สำเร็จ การที่ Martin Luther King Jr. สามารถผูกการเรียกร้องของคนผิวดำเข้ากับ “ความฝันแบบอเมริกัน” และอุดมคติของรัฐธรรมนูญสหรัฐ ทำให้ฝ่ายต่อต้านต้องถูกบังคับให้ต่อสู้ในสนามวาทกรรมที่เสียเปรียบ (Morris, 1984) ในทางกลับกัน การเคลื่อนไหวในไทยที่ผ่านมามักถูกดึงเข้าสู่สนามวาทกรรมที่ฝ่ายเดิมกำหนดไว้แล้ว เช่น กรอบของ “ความมั่นคง” “ความสงบเรียบร้อย” หรือ “ความเป็นไทย” ซึ่งทำให้การโต้แย้งเป็นไปในเชิงรับมากกว่าการสร้างภาษาใหม่

การสร้างอำนาจทางวาทกรรมจึงต้องอาศัยการลงทุนระยะยาวในการผลิตความรู้ การสร้างสื่อทางเลือก การเขียนประวัติศาสตร์จากมุมมองของประชาชน และการสร้างคำศัพท์ใหม่ที่สามารถอธิบายประสบการณ์ของผู้ถูกกดขี่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี งานนี้ไม่สามารถทำสำเร็จในช่วงการชุมนุม หากต้องสะสมในเวลาปกติและส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่น

5.ชั้นที่สาม: อำนาจเชิงสถาบัน (Institutional Power)

การเคลื่อนไหวของประชาชนที่มีเพียงพลังบนท้องถนนแต่ไม่มีตัวแทนในสถาบัน ย่อมเผชิญเพดานที่หยุดยั้งไม่ได้ รัฐสภา ศาล องค์กรอิสระ ระบบราชการ กองทัพ และธนาคารกลาง สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ “เครื่องมือกลาง” ที่ใครก็สามารถใช้ได้เท่าเทียมกัน หากเป็นสนามอำนาจที่มีระเบียบ มีวัฒนธรรมภายใน และมีผู้เล่นที่สะสมตำแหน่งไว้อย่างเป็นระบบ การเปลี่ยนแปลงที่ไม่เข้าไปยังสถาบัน จะถูกสถาบันดูดกลืนในที่สุด

ข้อเสนอเรื่องการเดินทัพยาวผ่านสถาบัน (long march through the institutions) ของ Rudi Dutschke (ที่ได้รับอิทธิพลจาก Gramsci) ชี้ว่าการปฏิวัติที่ยั่งยืนในสังคมสมัยใหม่ไม่อาจเกิดจากการทลายสถาบันจากภายนอก หากต้องเกิดจากการเข้าไปทำงาน เรียนรู้ และค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงจากภายใน (Boggs, 1984) แนวคิดนี้สำคัญเพราะสถาบันมีความยืดหยุ่นทางอำนาจสูง หากถูกโจมตีจากภายนอกอย่างเดียว สถาบันจะใช้กลไกของตนเองในการกำจัดผู้ท้าทาย แต่หากมีผู้ที่เข้าใจภาษาและตรรกะของสถาบันอยู่ภายใน การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้โดยลดการสูญเสียลง

งานวิจัยของ Guillermo O’Donnell และ Philippe Schmitter (1986) เรื่องการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย ชี้ว่าปัจจัยชี้ขาดในการเปลี่ยนผ่านที่สำเร็จคือการเกิด “การแยกตัวของชนชั้นนำ” (elite splits) ระหว่างฝ่ายที่ยอมผ่อนปรนกับฝ่ายแข็งกร้าวภายในระบอบเดิม และการที่ฝ่ายประชาธิปไตยมีผู้ประสานงานที่สามารถต่อรองกับฝ่ายผ่อนปรนได้ หากขบวนการประชาชนไม่มีผู้แทนในสถาบันที่สามารถเป็นคู่เจรจา การเปลี่ยนผ่านก็จะหยุดชะงักไม่ว่ามวลชนจะมากเพียงใด

การเปลี่ยนแปลงที่ไม่เข้าไปในสถาบัน จะถูกสถาบันกลืนในที่สุด เพราะสถาบันมีเวลา มีระเบียบ และมีความต่อเนื่อง ที่การชุมนุมไม่มี

สำหรับบริบทไทย การที่ฝ่ายประชาธิปไตยมักละเลยงานในระดับสถาบัน โดยหันไปมุ่งเน้นการระดมมวลชน ทำให้เมื่อถึงจังหวะของการเจรจาเชิงโครงสร้างจริง ไม่มีผู้ที่พร้อมจะเข้ามาเป็นคู่เจรจาที่มีน้ำหนักเพียงพอ ผลลัพธ์คือการเจรจาถูกผูกขาดโดยชนชั้นนำเดิมทั้งสองข้างของความขัดแย้ง ส่วนประชาชนกลายเป็นเพียง “แรงกดดัน” ที่ถูกใช้และถูกทิ้ง

6.ชั้นที่สี่: อำนาจระหว่างรุ่น (Intergenerational Power)

นี่คือมิติที่สังคมไทยอ่อนแอที่สุด และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การเคลื่อนไหวแต่ละระลอกต้องเริ่มต้นจากศูนย์เกือบทุกครั้ง ทุกช่วงการเคลื่อนไหวทางการเมืองของไทย ไม่ว่าจะเป็น 14 ตุลาคม 2516, 6 ตุลาคม 2519, พฤษภาคม 2535 หรือการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ในยุคปัจจุบัน มีลักษณะร่วมอย่างน่าเศร้า คือการที่บทเรียน ความรู้ และโครงข่ายความสัมพันธ์ที่สร้างขึ้นในระลอกหนึ่ง ไม่ถูกถ่ายทอดอย่างเป็นระบบไปสู่รุ่นถัดไป (Baker & Phongpaichit, 2014)

ผลของการขาดความต่อเนื่องระหว่างรุ่นมีสามประการสำคัญ ประการแรก ความรู้ที่เคยสะสมไว้ไม่ถูกส่งต่อ ทำให้คนรุ่นใหม่ต้องเสียเวลาค้นพบสิ่งที่คนรุ่นก่อนรู้แล้วซ้ำอีก ประการที่สอง บทเรียนจากความผิดพลาดในอดีตไม่ถูกจดจำ ทำให้การเคลื่อนไหวซ้ำรอยความล้มเหลวเดิม ประการที่สาม เครือข่ายความสัมพันธ์ที่สร้างขึ้นผ่านการต่อสู้ถูกทำลายเมื่อคนรุ่นหนึ่งถอย ทำให้รุ่นถัดไปต้องสร้างใหม่ทั้งหมด สังคมที่ไม่มีความทรงจำร่วม ย่อมไม่มีโมเมนตัมในการเปลี่ยนแปลง

ในเชิงเปรียบเทียบ ขบวนการแรงงานในยุโรปช่วงศตวรรษที่ 19–20 สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างได้เพราะมีกลไกการส่งผ่านความรู้ข้ามรุ่นผ่านสหภาพแรงงาน พรรคสังคมประชาธิปไตย สหกรณ์ผู้บริโภค หนังสือพิมพ์ของกรรมกร และระบบการศึกษาทางเลือก (Eley, 2002) ความรู้ที่สะสมจากการต่อสู้ในศตวรรษที่ 19 กลายเป็นทุนที่คนรุ่นใหม่ในศตวรรษที่ 20 นำไปใช้ได้โดยไม่ต้องเริ่มใหม่

ถ้าทุกชั่วอายุคนต้องเริ่มต้นใหม่จากศูนย์ ย่อมไม่มีชั่วอายุคนใดจะไปถึงปลายทางได้ การสะสมความรู้ข้ามรุ่นคือเงื่อนไขเบื้องต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

การสร้างอำนาจระหว่างรุ่นจึงต้องอาศัยการลงทุนในสิ่งที่ดูไม่ “เร้าใจ” ทางการเมือง ได้แก่ การเก็บรักษาเอกสาร การเขียนประวัติศาสตร์จากมุมมองของผู้เข้าร่วม การสร้างหลักสูตรการศึกษาทางการเมืองของพลเมือง การจัดตั้งหอจดหมายเหตุขบวนการ และการสร้างความสัมพันธ์แบบพี่เลี้ยง (mentorship) ระหว่างคนรุ่นเก่ากับรุ่นใหม่ งานเหล่านี้ไม่ให้ผลตอบแทนในระยะสั้น แต่เป็นสิ่งที่ทำให้พลังในรุ่นหนึ่งสามารถแปรเป็นพลังที่สะสมข้ามเวลาได้

7.ชั้นที่ห้า: อำนาจระหว่างประเทศ (Global Power)

การเมืองภายในประเทศในศตวรรษที่ 21 มิใช่เรื่องภายในล้วน ๆ อีกต่อไป เศรษฐกิจของประเทศหนึ่งเชื่อมกับระบบทุนนิยมโลก ความมั่นคงเชื่อมกับพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ การลงทุนเชื่อมกับความเชื่อมั่นของตลาดระหว่างประเทศ และแรงกดดันด้านสิทธิมนุษยชนเชื่อมกับองค์กรระหว่างประเทศและรัฐบาลต่างชาติ ขบวนการประชาชนที่ไม่มีเครือข่ายในระดับโลก ย่อมถูกโดดเดี่ยวได้ง่าย และฝ่ายที่ถืออำนาจซึ่งมักมีเครือข่ายระหว่างประเทศของตนเอง ย่อมมี leverage เหนือกว่า

แนวคิด “ผลลัพธ์แบบบูมเมอแรง” (boomerang pattern) ของ Keck และ Sikkink (1998) อธิบายกลไกนี้ได้อย่างชัดเจน เมื่อขบวนการภายในประเทศถูกปิดกั้นโดยรัฐ ขบวนการสามารถส่งข้อมูลและการเรียกร้องไปยังพันธมิตรในต่างประเทศ ซึ่งจะกดดันรัฐบาลของตนและองค์กรระหว่างประเทศให้กดดันรัฐต้นทางกลับมาอีกทอดหนึ่ง การเคลื่อนไหวต่อต้านการแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาใต้ การเคลื่อนไหวสิทธิของชนพื้นเมืองในละตินอเมริกา และการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยในยุโรปตะวันออกช่วงปลายสงครามเย็น ล้วนใช้กลไกนี้เพื่อเพิ่มอำนาจของตน

อย่างไรก็ตาม การสร้างอำนาจระหว่างประเทศต้องอาศัยความละเอียดอ่อน การพึ่งพาต่างประเทศมากเกินไปอาจทำให้ขบวนการถูกกล่าวหาว่าเป็น “เครื่องมือของต่างชาติ” ซึ่งเป็นกรอบที่รัฐที่มีแนวโน้มอำนาจนิยมมักใช้เพื่อลดความชอบธรรม (Carothers, 2006) ดังนั้น การสร้างอำนาจระหว่างประเทศต้องวางอยู่บนการแปลประเด็นภายในประเทศให้เชื่อมโยงกับคุณค่าสากล โดยไม่ลดทอนเอกราชของขบวนการเอง

ในโลกที่เชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง ไม่มีขบวนการใดชนะได้ลำพังภายในประเทศเดียว แต่ขณะเดียวกัน ไม่มีขบวนการใดชนะได้ด้วยการพึ่งพาต่างประเทศล้วน ๆ สมดุลของสองสิ่งนี้คือศิลปะของการเมืองระหว่างประเทศสำหรับภาคประชาชน

สำหรับบริบทไทย ตำแหน่งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ทำให้การสร้างอำนาจระหว่างประเทศของภาคประชาชนซับซ้อนเป็นพิเศษ ขบวนการที่พึ่งพามหาอำนาจหนึ่งมากเกินไปจะถูกใช้เป็นเครื่องมือในการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ ดังนั้น กลยุทธ์ที่เหมาะสมจึงควรเน้นการสร้างเครือข่ายกับประเทศประชาธิปไตยขนาดกลาง องค์กรประชาสังคมข้ามชาติ และสถาบันวิชาการระหว่างประเทศ ซึ่งจะช่วยสร้างความชอบธรรมโดยไม่ผูกติดกับเกมของมหาอำนาจ

8.การสังเคราะห์: เหตุใดห้าชั้นต้องพัฒนาไปพร้อมกัน

ข้อโต้แย้งหลักของบทความนี้มิใช่เพียงว่า อำนาจประชาชนต้องมีห้าชั้น หากคือ ห้าชั้นนี้ต้องพัฒนา “พร้อมกัน” เพราะแต่ละชั้นทำงานในฐานะหน่วยสนับสนุนและป้องกันของอีกชั้นหนึ่ง การลงทุนในชั้นเดียวโดยละเลยชั้นอื่นจะสร้างระบบที่เปราะบาง ซึ่งอาจดูทรงพลังในระยะสั้น แต่ไม่สามารถรักษาพลังนั้นไว้ได้ในระยะยาว

พิจารณาสถานการณ์ต่อไปนี้ ขบวนการที่มีมวลชนมหาศาลแต่ไม่มีตัวแทนในสถาบัน ย่อมถูกเจรจาต่อรองลับหลังและถูกใช้เป็นเบี้ย ขบวนการที่มีตัวแทนในสถาบันแต่ไม่มีอำนาจทางวาทกรรม ย่อมถูกกรอบให้เป็นศัตรูของประชาชนทั่วไปและสูญเสียความชอบธรรม ขบวนการที่มีอำนาจทางวาทกรรมแต่ไม่มีรากในท้องถิ่น ย่อมกลายเป็นการเมืองของชนชั้นกลางในเมืองที่โดดเดี่ยวจากคนส่วนใหญ่ ขบวนการที่มีอำนาจครบทุกชั้นภายในประเทศแต่ไม่มีอำนาจระหว่างประเทศ ย่อมถูกโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจและการทูต และขบวนการที่มีทุกชั้นในรุ่นหนึ่งแต่ไม่สามารถส่งต่อไปยังรุ่นถัดไป ย่อมสูญเสียความได้เปรียบเมื่อรุ่นนั้นถอยออกจากเวที

ข้อสังเกตเชิงประจักษ์จากกรณีของไทยในรอบห้าสิบปีที่ผ่านมา ยืนยันข้อโต้แย้งนี้ ทุกครั้งที่ขบวนการประชาชนประสบความสำเร็จในช่วงสั้น สาเหตุของการย้อนกลับมักมาจากชั้นที่อ่อนแอที่สุดในระบบ บางครั้งคือการขาดการยึดพื้นที่ในระบบราชการ บางครั้งคือการสูญเสียวาทกรรมไปให้ฝ่ายต่อต้าน บางครั้งคือการขาดรากในชนบท และเกือบทุกครั้งคือการขาดการส่งต่อไปยังรุ่นถัดไป ปัญหาในแต่ละระลอกมิได้เกิดจากชั้นเดียวกัน แต่มาจากจุดอ่อนที่หมุนเวียนเปลี่ยนไปในแต่ละยุค

ดังนั้น กลยุทธ์ของการสร้างอำนาจประชาชนที่ยั่งยืน จึงต้องวางอยู่บนการออกแบบที่ครบทุกมิติ การลงทุนในแต่ละชั้นต้องดำเนินไปในระดับที่ช่วยให้ชั้นอื่นแข็งแกร่งขึ้นด้วย ไม่ใช่การแข่งขันกันเพื่อทรัพยากรที่จำกัดภายในขบวนการ กล่าวอีกนัยหนึ่ง การคิดเชิงระบบ (systems thinking) ต้องเข้ามาแทนที่การคิดเชิงเหตุการณ์ (event thinking) ที่ครอบงำการวางแผนของภาคประชาชนมาโดยตลอด

9.บทสรุปและข้อเสนอเชิงนโยบาย

บทความนี้ได้เสนอกรอบวิเคราะห์ “สถาปัตยกรรมห้าชั้นของอำนาจประชาชน” เพื่ออธิบายว่าเหตุใดการเคลื่อนไหวของประชาชนในสังคมไทยจึงมีพลังในช่วงสั้นแต่ไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ยั่งยืน ข้อค้นพบหลักคือ ปัญหามิได้อยู่ที่การขาดพลัง หากอยู่ที่การขาดการจัดวางพลังเป็นระบบที่ครอบคลุมห้ามิติ ได้แก่ อำนาจท้องถิ่น อำนาจทางวาทกรรม อำนาจเชิงสถาบัน อำนาจระหว่างรุ่น และอำนาจระหว่างประเทศ

ในเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์ กรอบนี้ชี้ให้เห็นว่าองค์กรภาคประชาชน พรรคการเมืองฝ่ายปฏิรูป นักวิชาการ และนักกิจกรรม ควรหลีกเลี่ยงการผูกการลงทุนไว้กับมิติเดียว การมุ่งเน้นเฉพาะการระดมมวลชนโดยละเลยงานในสถาบัน การมุ่งเน้นการเลือกตั้งโดยละเลยการสร้างวาทกรรม หรือการมุ่งเน้นกิจกรรมในเมืองใหญ่โดยละเลยชนบท ล้วนเป็นรูปแบบของการลงทุนที่ไม่สมดุลและมีต้นทุนทางยุทธศาสตร์ที่สูง

ข้อเสนอเฉพาะสำหรับบริบทไทย ประการแรก ควรลงทุนอย่างจริงจังในการสร้างความเข้มแข็งของท้องถิ่น ทั้งผ่านการผลักดันการกระจายอำนาจเชิงกฎหมายและการสร้างเครือข่ายพลเมืองในระดับพื้นที่ ประการที่สอง ควรสนับสนุนการสร้างสื่อทางเลือก สถาบันผลิตความรู้ และการเขียนประวัติศาสตร์จากมุมมองของประชาชน เพื่อสร้างอำนาจทางวาทกรรมระยะยาว ประการที่สาม ควรส่งเสริมให้ผู้มีความรู้และอุดมการณ์ประชาธิปไตยเข้าไปทำงานในสถาบันต่าง ๆ รวมถึงระบบราชการและองค์กรอิสระ ประการที่สี่ ควรลงทุนในการสร้างกลไกการส่งผ่านความรู้ข้ามรุ่น ผ่านหอจดหมายเหตุ หลักสูตรพลเมือง และโครงการพี่เลี้ยง และประการสุดท้าย ควรสร้างเครือข่ายระหว่างประเทศที่สมดุล โดยเน้นองค์กรประชาสังคมและประเทศประชาธิปไตยขนาดกลาง แทนการผูกติดกับมหาอำนาจใดมหาอำนาจหนึ่ง

ชัยชนะที่แท้จริงของประชาชน มิใช่การล้มใครคนใดคนหนึ่ง หากคือการสร้างระบบที่ทำให้ไม่มีใครสามารถล้มประชาชนได้อีกต่อไป นั่นคือสถาปัตยกรรมที่ต้องใช้เวลาสร้าง แต่เมื่อสร้างเสร็จแล้ว มันจะกลายเป็นมรดกของชั่วอายุคนถัดไป

ข้อจำกัดของบทความนี้อยู่ที่ลักษณะเชิงทฤษฎี ซึ่งต้องการการทดสอบเชิงประจักษ์เพิ่มเติมผ่านการศึกษาเปรียบเทียบกรณีต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศอย่างเป็นระบบ งานวิจัยในอนาคตควรพัฒนาเครื่องมือวัดความเข้มแข็งของแต่ละชั้นในบริบทเฉพาะ และศึกษาว่าปฏิสัมพันธ์ระหว่างชั้นต่าง ๆ เกิดขึ้นผ่านกลไกใดบ้าง อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเชื่อว่ากรอบที่เสนอนี้สามารถเป็นจุดเริ่มต้นของการคิดเชิงยุทธศาสตร์ที่ลึกซึ้งขึ้นสำหรับขบวนการประชาธิปไตยทั้งในไทยและในประเทศที่เผชิญความท้าทายคล้ายคลึงกัน

10.เอกสารอ้างอิง

Baker, C., & Phongpaichit, P. (2014). A history of Thailand (3rd ed.). Cambridge University Press.

Boggs, C. (1984). The two revolutions: Antonio Gramsci and the dilemmas of Western Marxism. South End Press.

Carothers, T. (2006). The backlash against democracy promotion. Foreign Affairs, 85(2), 55–68.

Eley, G. (2002). Forging democracy: The history of the left in Europe, 1850–2000. Oxford University Press.

Entman, R. M. (1993). Framing: Toward clarification of a fractured paradigm. Journal of Communication, 43(4), 51–58.

Gramsci, A. (1971). Selections from the prison notebooks (Q. Hoare & G. Nowell-Smith, Eds. & Trans.). International Publishers.

Keck, M. E., & Sikkink, K. (1998). Activists beyond borders: Advocacy networks in international politics. Cornell University Press.

Lakoff, G. (2004). Don’t think of an elephant! Know your values and frame the debate. Chelsea Green.

Lukes, S. (2005). Power: A radical view (2nd ed.). Palgrave Macmillan.

McAdam, D., Tarrow, S., & Tilly, C. (2001). Dynamics of contention. Cambridge University Press.

Morris, A. D. (1984). The origins of the civil rights movement: Black communities organizing for change. Free Press.

Nelson, M. H. (2002). Thailand’s new politics: KPI yearbook 2001. King Prajadhipok’s Institute.

O’Donnell, G., & Schmitter, P. C. (1986). Transitions from authoritarian rule: Tentative conclusions about uncertain democracies. Johns Hopkins University Press.

Ostrom, E. (1990). Governing the commons: The evolution of institutions for collective action. Cambridge University Press.

Rigger, S. (1999). Politics in Taiwan: Voting for democracy. Routledge.

Tarrow, S. (2011). Power in movement: Social movements and contentious politics (3rd ed.). Cambridge University Press.

Tocqueville, A. de (2003). Democracy in America (G. E. Bevan, Trans.). Penguin Classics. (Original work published 1835)

หมายเหตุผู้เขียน: บทความนี้เป็นผลสังเคราะห์จากการศึกษาเปรียบเทียบระยะยาวเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนในไทยและในบริบทระหว่างประเทศ โดยเป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิเคราะห์โครงสร้างการเมืองไทยของ Education for Peace Foundation ผู้เขียนขอขอบคุณข้อสังเกตและข้อวิจารณ์จากเพื่อนร่วมงานและผู้อ่าน ซึ่งช่วยให้กรอบวิเคราะห์นี้มีความคมชัดยิ่งขึ้น

หกกับดักของการเมืองมวลชนไทยร่วมสมัย

หกกับดักของการเมืองมวลชนไทยร่วมสมัย —ดร. เพียงดิน รักไทย

ชุดบทความ “มดแดงล้มช้าง ฉบับ 2026”

หกกับดักของการเมืองมวลชนไทยร่วมสมัย

กลไกที่ผลิตซ้ำความพ่ายแพ้ และเงื่อนไขของการก้าวข้ามอย่างมีวุฒิภาวะ

บทคัดย่อ

บทความนี้เสนอว่าความพ่ายแพ้ซ้ำของขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยในไทยตลอดห้าสิบปีที่ผ่านมา มิได้เกิดจากการขาดพลังมวลชน หากเกิดจาก กลไกเชิงโครงสร้างหกชุด ที่ทำงานร่วมกันจนแปลงพลัง ของประชาชนให้ “เผาผู้ถือคบไฟก่อนเสมอ” กลไกทั้งหกได้แก่ กับดักผู้ร้ายคนเดียว (personification), อารมณ์แทนการกระทำในยุคแพลตฟอร์ม (emotion-as-action), วีรชนนิยมและการเน้นตัวบุคคล (hero-worship), ความเร่งรีบที่ตกเป็นเหยื่อของเกมยาว (urgency), การประนีประนอมปลอมที่ไม่แตะกลไกสำคัญ (false reconciliation), และความรุนแรงของรัฐในฐานะการสอนผ่านบาดแผลไม่ได้ชำระ (trauma-as-pedagogy)

บทความใช้กรณีศึกษาจากเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519, พฤษภาคม 2535, เมษายน–พฤษภาคม 2553, การยุบพรรคอนาคตใหม่และก้าวไกล, คลื่นเยาวชนปี 2563, และการจัดตั้งรัฐบาลปี 2566 เพื่อสาธิต ตรรกะภายในของกับดักแต่ละประเภท และเสนอแนวทางก้าวข้ามเชิงปฏิบัติที่ตระหนักในข้อจำกัดของ การเมืองไทยเชิงโครงสร้างโดยไม่ตกเป็นเชลยของความสิ้นหวัง

คำสำคัญ: การเมืองมวลชน เครือข่ายอำนาจ อุดมการณ์ประชาธิปไตย การเมืองไทยร่วมสมัย ความรุนแรงของรัฐ ทฤษฎีการเคลื่อนไหวทางสังคม

กับดักที่ 1 / SIX TRAPS กับดักผู้ร้ายคนเดียว The Personification Trap

การเมืองไทยตลอดสามทศวรรษหลังเต็มไปด้วยชื่อที่ถูกยกเป็น “สัญลักษณ์ของปัญหา” — ทักษิณในยุคหนึ่ง สุเทพ เทือกสุบรรณในอีกยุค ประยุทธ์ จันทร์โอชาในช่วงต่อมา และแม้แต่ชื่อ ผู้นำฝ่ายประชาธิปไตยเองก็ถูกฝ่ายอนุรักษนิยมยกเป็น “ผู้ร้าย” ในแบบของตน การจัดวางความขัดแย้ง ทางการเมืองในรูปของบุคคลเป็นปรากฏการณ์ที่วรรณกรรม social movement studies เรียกว่า personification of conflict ซึ่งเกิดขึ้นทั่วโลก[1] แต่ในบริบทไทยมันสร้างผลเสียที่รุนแรงเป็นพิเศษ เพราะสังคมไทยมีวัฒนธรรมของการเน้นตัวบุคคล ทั้งในระดับสถาบันและระดับครัวเรือน

1.1 ตรรกะของกับดัก

กับดักนี้ทำงานผ่านสมมติฐานที่ไม่ได้พูดออกมาสามชั้น: (ก) ปัญหาการเมืองมีสาเหตุจากบุคคล, (ข) การกำจัดบุคคลนั้นจะแก้ปัญหาได้, และ (ค) ผู้นำฝ่ายตรงข้ามคือผู้ร้าย เมื่อทั้งสามชั้นนี้ ทำงานร่วมกัน ขบวนการทางการเมืองจะเสียทรัพยากรส่วนใหญ่ไปกับการ “ล้ม” ตัวบุคคล โดยมิได้ สัมผัสโครงสร้างที่เอื้อให้บุคคลนั้นเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ต้น

1.2 เงื่อนไขของการก้าวข้าม

วรรณกรรมเปรียบเทียบชี้ว่าสังคมที่หลุดจากกับดักนี้มักเริ่มจากการสร้าง institutional vocabulary — ภาษาและกรอบคิดที่พูดถึง “โครงสร้าง” ได้โดยไม่ต้อง แปลเป็นชื่อคน[3] ในไทย ภาษาดังกล่าวเริ่มก่อตัว ในคลื่นเยาวชนปี 2563 ที่พูดเรื่อง “มาตรา 112,” “ส.ว. 250,” “ศาลรัฐธรรมนูญ,” และ “องคมนตรี” อย่างตรงไปตรงมา ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษที่ขบวนการมวลชนให้น้ำหนัก กับกลไกเชิงสถาบันมากกว่าตัวบุคคล ทั้งนี้การก้าวข้ามอย่างสมบูรณ์ยังต้องอาศัยการพัฒนา การศึกษาทางการเมืองภาคพลเมืองในระดับมวลชนที่กว้างกว่าแกนนำและผู้ตาม

กับดักที่ 2 / SIX TRAPS กับดักอารมณ์แทนการกระทำ The Emotion-as-Action Trap in the Age of Platforms

คลื่นการเคลื่อนไหวหลังปี 2553 แตกต่างจากยุคก่อนในแง่สำคัญประการหนึ่ง: มันเกิดขึ้นบน โครงสร้างพื้นฐานการสื่อสารที่เป็นของบริษัทเอกชนข้ามชาติ ซึ่งออกแบบมาเพื่อ เพิ่มเวลาที่ผู้ใช้อยู่กับแพลตฟอร์ม ไม่ใช่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการจัดตั้งทางการเมือง Zeynep Tufekci เรียกลักษณะนี้ว่า networked protest paradox — ความสามารถในการ ระดมคนเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ขณะที่ความสามารถในการคงรูปและเจรจา กลับอ่อนลง[4]

2.1 กลไกเชิงอัลกอริทึม

  • การให้รางวัลกับความรุนแรงทางภาษา: เนื้อหาที่กระตุ้นอารมณ์แรงได้ engagement สูงกว่า เนื้อหาวิเคราะห์ ระบบจึงขยายความโกรธและเสียดสี แต่หดเนื้อหาที่ต้องการความอดทนในการอ่าน
  • การสร้างภาพลวงของการขยับ: การกดแชร์ การเปลี่ยนรูปโปรไฟล์ การติดแฮชแท็ก สร้างความรู้สึก ว่าได้กระทำแล้ว ในขณะที่การกระทำนั้นไม่ได้เปลี่ยนสมดุลของอำนาจเชิงวัตถุ
  • การแยกส่วนผู้สนับสนุน: ระบบแนะนำเนื้อหาสร้าง filter bubble ที่ทำให้ผู้ร่วมขบวน เห็นเพียงพวกเดียวกัน และสร้างการประเมินขนาดพลังของตนที่สูงเกินจริง
  • การสกัดคุณค่าทางอารมณ์: พลังทางอารมณ์ของขบวนการถูกแปลงเป็นรายได้โฆษณาของ แพลตฟอร์ม ขณะที่องค์กรของขบวนการเองไม่ได้รับทุนเพียงพอในการทำงานระยะยาว

2.2 เงื่อนไขของการก้าวข้าม

การใช้แพลตฟอร์มโดยไม่ถูกแพลตฟอร์มใช้ ต้องอาศัย โครงสร้างคู่ขนาน ที่ผลิตได้ทั้ง เนื้อหาเพื่อการระดม และเนื้อหาเพื่อการศึกษาทางการเมืองในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นสื่อทางเลือก หนังสือ โรงเรียนภาคพลเมือง และกิจกรรมออฟไลน์ในระดับชุมชนที่ไม่ผ่านอัลกอริทึม ประสบการณ์ ของขบวนการในฮ่องกงและไต้หวันชี้ว่าการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีและโครงสร้างมนุษย์ที่พบหน้ากัน เป็นเงื่อนไขขั้นต่ำของความยั่งยืน[6]

กับดักที่ 3 / SIX TRAPS กับดักวีรชนนิยมและคดีกฎหมายทางการเมือง The Hero-Worship Trap & the Weaponization of Criminal Law

กับดักนี้ทำงานร่วมกันระหว่างวัฒนธรรมภายในของขบวนการและเครื่องมือภายนอกของรัฐ เมื่อขบวนการ ขาดโครงสร้างรองรับ สมาชิกย่อมหาที่พักใจด้วยการยกผู้นำเป็นสัญลักษณ์ และเมื่อสัญลักษณ์ชัด รัฐก็เพียงต้องจัดการสัญลักษณ์นั้นด้วยเครื่องมือทางกฎหมายที่ออกแบบไว้ล่วงหน้า

3.1 วัฒนธรรมวีรชนนิยมภายในขบวนการ

ตั้งแต่รุ่นเสกสรรค์ ประเสริฐกุลและสุธรรม แสงประทุมในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 มาจนถึง รุ่นธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ปิยบุตร แสงกนกกุล และพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ในช่วงทศวรรษ 2560–2570 รูปแบบหนึ่งซ้ำรอย: ผู้นำถูกยกขึ้นเป็น “ความหวังของรุ่น” พลังของขบวนผูกไว้กับบุคคลหรือกลุ่ม เล็ก ๆ อย่างแน่นแฟ้น และเมื่อผู้นำถูกถอดออกด้วยเครื่องมือใด ๆ ขบวนก็เคว้งคว้างทันที

นี่มิใช่ความผิดของผู้นำเหล่านั้นหรือของผู้สนับสนุน แต่เป็นลักษณะของสนามที่ขาด โครงสร้างแจกจ่ายอำนาจ (distributed authority) สถาบันประชาธิปไตยในประเทศที่เปลี่ยนผ่าน สำเร็จ เช่น เกาหลีใต้หลังปี 2530 ไต้หวันหลังปี 2539 หรือโปแลนด์หลัง Solidarity มักสร้าง ชั้นของแกนนำระดับกลางจำนวนมากที่ทำงานต่อได้แม้ผู้นำหน้าเวทีเปลี่ยน[7]

3.2 เครื่องมือทางกฎหมายของรัฐ

ในทศวรรษ 2560–2570 รัฐไทยได้พัฒนาเครื่องมือทางกฎหมายสามชุดเพื่อจัดการผู้นำทางการเมือง ที่ไม่เป็นที่ต้องการ ได้แก่

  • การยุบพรรคโดยศาลรัฐธรรมนูญ: พรรคไทยรักไทย (2550), พลังประชาชน (2551), อนาคตใหม่ (2563), และก้าวไกล (2567) ถูกยุบต่อเนื่องกันกว่าทศวรรษครึ่ง พร้อมการตัดสิทธิ์ทางการเมืองของ คณะกรรมการบริหารพรรค
  • ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 (หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ): ข้อมูลของศูนย์ทนายความเพื่อ สิทธิมนุษยชนในช่วงปี 2563–2568 บันทึกคดีไว้กว่า 270 คดี จำเลยจำนวนมากเป็นนักกิจกรรมเยาวชน อายุต่ำกว่า 25 ปี บางรายเป็นเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปีในช่วงที่กระทำความผิด
  • มาตรา 116 (ยุยงปลุกปั่น) และกฎหมายคอมพิวเตอร์: ถูกใช้กว้างกว่ามาตรา 112 ในการ ดำเนินคดีกับผู้แสดงออกทางการเมืองที่มิได้พาดพิงสถาบัน

3.3 เงื่อนไขของการก้าวข้าม

การก้าวข้ามกับดักนี้ต้องทำพร้อมกันสองด้าน: (ด้านใน) พัฒนาวัฒนธรรมองค์กรที่ไม่พึ่งพาผู้นำ คนใดคนหนึ่ง สร้างกลไกผลัดเปลี่ยนตำแหน่ง การวิจารณ์ภายในที่ถูกปกป้อง และการฝึกอบรมแกนนำ ระดับกลางจำนวนมาก; และ (ด้านนอก) ขยายการสนับสนุนทางกฎหมายแก่ผู้ถูกดำเนินคดี ผ่านองค์กรเช่น ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ไอลอว์ และกองทุนประกันตัว รวมถึงรณรงค์ระยะยาวเพื่อปฏิรูป กฎหมายที่ใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

กับดักที่ 4 / SIX TRAPS กับดัก “ต้องชนะเดี๋ยวนี้” The Urgency Trap & the Asymmetry of Political Time

ในทฤษฎีการต่อรอง (bargaining theory) มีข้อเสนอหนึ่งว่า “ผู้ที่ต้องการข้อตกลงมากกว่า ย่อมได้ข้อตกลงที่แย่กว่า” หลักการเดียวกันนี้นำไปสู่การวิเคราะห์การเมืองของเวลา: ฝ่ายที่ถือว่า “ต้องเกิดเดี๋ยวนี้” อยู่ในฐานะเสียเปรียบโครงสร้างต่อฝ่ายที่สามารถเล่นเกมยาวได้[9] ในไทย ความไม่สมมาตรของเวลานี้ลึกเป็นพิเศษ เพราะระบอบมีทรัพยากรทางการเงิน สถาบัน และการสืบทอดที่ต่อเนื่อง ขณะที่ขบวนการฝ่ายประชาธิปไตยอาศัยพลังที่ระเหยง่าย

4.1 วาทกรรม “ช่วงเวลาประวัติศาสตร์”

วาทกรรม “ถ้าไม่ชนะครั้งนี้ก็ไม่มีวันชนะ” เป็นเครื่องมือของฝ่ายเราเองที่ทำลายฝ่ายเรา มันบังคับให้แกนนำต้องเร่งตัดสินใจ ผลักมวลชนไปเผชิญหน้าก่อนพร้อม และปิดกั้นทางเลือก ของการถอยเชิงยุทธศาสตร์ เมื่อคลื่นนั้นจบลงโดยยังไม่ได้ชัยชนะเบ็ดเสร็จ — ซึ่งเป็นผลลัพธ์ ที่เกิดขึ้นบ่อยในประวัติศาสตร์การต่อสู้ของคนตัวเล็ก — ความรู้สึก “ล้มเหลว” จะลึกเกินจริง และทำให้คนรุ่นต่อไปไม่กล้าเริ่ม

4.2 เงื่อนไขของการก้าวข้าม

Erica Chenoweth และ Maria Stephan พบจากฐานข้อมูลการเคลื่อนไหวทางการเมืองกว่า 323 กรณี ทั่วโลกในช่วง 1900–2006 ว่าขบวนการที่ใช้วิธีสันติและมีฐานผู้เข้าร่วมกระจายตัว ประสบความสำเร็จ ในอัตราเกือบสองเท่าของขบวนการที่ใช้ความรุนแรง และช่วงเวลาเฉลี่ยของการเปลี่ยนผ่านที่สำเร็จ อยู่ที่ประมาณ 3 ปี[11] แต่นั่นคือช่วงของ “จุดแตกหัก” ช่วงเวลาก่อนหน้าของการสะสมพลัง การสร้างเครือข่าย และการพัฒนาองค์กรมักกินเวลาหนึ่งถึงสองทศวรรษ การรับรู้ช่วงเวลานี้อย่างสมจริงช่วยให้ขบวนการออกแบบยุทธศาสตร์ที่ไม่เผาพลังตัวเองก่อนถึง จุดแตกหัก

กับดักที่ 5 / SIX TRAPS กับดักประนีประนอมปลอม The False-Reconciliation Trap: Lessons from 2023

การประนีประนอมเป็นเครื่องมือพื้นฐานของการเมืองประชาธิปไตย แต่ในสนามที่อำนาจไม่สมดุล การประนีประนอมสามารถกลายเป็นเครื่องมือของการรักษาสถานภาพเดิม (status quo maintenance) มากกว่าเครื่องมือของการเปลี่ยนผ่าน การแยกระหว่าง substantive compromise ที่ขยับ กลไกสำคัญ กับ procedural compromise ที่แค่เปลี่ยนตัวผู้เล่น เป็นทักษะทางการเมืองที่ สำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง[12]

5.1 การจัดตั้งรัฐบาลปี 2566 ในฐานะกรณีศึกษา

การเลือกตั้งทั่วไปเดือนพฤษภาคม 2566 มีผลลัพธ์ที่ชัดเจนในแง่ของเสียงประชาชน: พรรคก้าวไกล ได้คะแนนเสียงลำดับหนึ่ง 151 ที่นั่ง ตามมาด้วยพรรคเพื่อไทย 141 ที่นั่ง ทั้งสองพรรคร่วมกับ พรรคอื่น ๆ ฝ่ายประชาธิปไตยรวมเป็นแปดพรรคกว่า 312 ที่นั่งจาก 500 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร อย่างไรก็ตาม กลไกรัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดให้วุฒิสภาแต่งตั้ง 250 คนร่วมออกเสียงเลือกนายกรัฐมนตรี และเสียงส่วนใหญ่ของวุฒิสภาปฏิเสธการสนับสนุนพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล [13]

หลังจากนั้นพรรคเพื่อไทยตัดสินใจแยกจากแนวร่วมเดิม และจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคที่มีความสัมพันธ์ ใกล้ชิดกับรัฐบาล คสช. ก่อนหน้า รวมถึงพรรคภูมิใจไทย พรรคพลังประชารัฐ และพรรครวมไทยสร้างชาติ ผู้สนับสนุนประชาธิปไตยแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม: กลุ่มหนึ่งมองว่าเป็น “การทรยศเจตจำนงของผู้เลือกตั้ง” อีกกลุ่มมองว่าเป็น “ความจำเป็นทางการเมืองเพื่อให้ประเทศเดินต่อได้โดยไม่ต้องเผชิญรัฐประหาร รอบใหม่” ทั้งสองมุมมีเหตุผลของตัวเอง และเป็นหน้าที่ของนักวิชาการที่จะวิเคราะห์โดยไม่ตัดสิน ความถูกต้องทางจริยธรรมในระดับปัจเจก

5.2 การวิเคราะห์เชิงโครงสร้าง

จากมุมมองเชิงโครงสร้าง คำถามที่ต้องถามไม่ใช่ “ใครถูก ใครผิด” แต่คือ “การประนีประนอม ครั้งนี้ขยับกลไกสำคัญใดบ้าง”

กลไกสภาพก่อนปี 2566สภาพหลังปี 2566
วุฒิสภาแต่งตั้งเลือกนายกฯ ร่วมวาระสิ้นสุด 2567 แต่ระบบเลือกตั้งใหม่ยังจำกัด
ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคและตัดสิทธิ์ยังใช้อำนาจเดิม (กรณียุบก้าวไกล 2567)
มาตรา 112ใช้ดำเนินคดีทางการเมืองเข้มข้นยังใช้ในระดับเดิม
องค์กรอิสระมีบทบาทเชิงการเมืองยังไม่ปฏิรูป
กองทัพในการเมืองมีอิทธิพลโดยตรงยังมีอิทธิพลทางอ้อมผ่านบุคลากร

ข้อสรุปเชิงวิเคราะห์คือ การประนีประนอมปี 2566 เป็น procedural compromise ในระดับสูง กล่าวคือ เปลี่ยนผู้เล่นได้ แต่มิได้แตะกลไกเชิงโครงสร้างอย่างมีนัยสำคัญ ผลที่เห็นเป็นรูปธรรม ที่สุดคือการยุบพรรคก้าวไกลในเดือนสิงหาคม 2567 ซึ่งเกิดขึ้นใต้รัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทย ชี้ว่ากลไกยุบพรรคยังทำงานเหมือนเดิมโดยไม่ขึ้นกับตัวรัฐบาล

5.3 เงื่อนไขของการก้าวข้าม

การไม่ตกในกับดักนี้ไม่ใช่การปฏิเสธการประนีประนอมทุกรูปแบบ ซึ่งจะทำให้ขบวนการโดดเดี่ยว และสูญเสียอำนาจต่อรอง แต่คือการ พัฒนาเกณฑ์การตัดสิน ที่ชัดเจนก่อนเข้าสู่การเจรจา: (ก) กลไกใดที่เราเรียกร้องให้ถูกแตะต้อง, (ข) กลไกใดที่เรายอมรับว่ายังไม่แตะได้ในรอบนี้, และ (ค) เงื่อนไขใดที่หากไม่ได้ เราจะถอนตัว การประนีประนอมที่มีเกณฑ์ต่างจากการยอมจำนน ที่ห่อด้วยถ้อยคำของความรอบคอบ

กับดักที่ 6 / SIX TRAPS กับดักความรุนแรงในฐานะบทเรียน The Trauma-as-Pedagogy Trap & Unhealed Wounds

สุดท้ายและลึกที่สุดคือกับดักของความรุนแรงทางประวัติศาสตร์ที่ไม่ได้รับการชำระ Paul Connerton ในงานคลาสสิก How Societies Remember เสนอว่าความรุนแรงที่รัฐกระทำต่อประชาชนโดยไม่มี การชำระความรับผิด จะกลายเป็น “ความจำของร่างกาย” (bodily memory) ที่ส่งต่อข้ามรุ่น ผ่านท่าทีของพ่อแม่ คำเตือนของญาติ และความเงียบของสถาบันการศึกษา[14] ในสังคมที่มีบาดแผลเช่นนี้ ความรุนแรงไม่จำเป็นต้องเกิดซ้ำเพื่อควบคุม เพียงการระลึกถึงมัน ก็เพียงพอ

6.1 บาดแผลสามชั้นของสังคมไทย

  • 6 ตุลาคม 2519: การสังหารหมู่นักศึกษาและประชาชนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และบริเวณ สนามหลวง ที่นำไปสู่รัฐประหารโดย พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ ในงานสำคัญของธงชัย วินิจจะกูล ชี้ว่าเหตุการณ์นี้ถูก “ลืมอย่างตั้งใจ” ในประวัติศาสตร์ทางการและหลักสูตรโรงเรียนเป็นเวลากว่า สี่ทศวรรษ สร้างสิ่งที่เขาเรียกว่า silenced memory[15]
  • พฤษภาคม 2535: การสลายการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลสุจินดา คราประยูร ด้วยกำลังทหาร มีผู้เสียชีวิตตามตัวเลขทางการ 44 ราย และผู้สูญหายอีกจำนวนไม่เปิดเผย การชำระผ่าน การนิรโทษกรรมสองฝ่ายและไม่มีการไต่สวนเต็มรูป
  • เมษายน–พฤษภาคม 2553: การสลายการชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ แห่งชาติ (นปช.) บริเวณแยกคอกวัวและราชประสงค์ กรุงเทพฯ มีผู้เสียชีวิตกว่า 90 ราย ส่วนใหญ่เป็นพลเรือน รวมถึงนักข่าวญี่ปุ่นและอิตาลี การดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐถูกยุติ ส่วนใหญ่ในช่วงหลังรัฐประหาร 2557[16]

6.2 กลไกการส่งต่อบาดแผล

การศึกษาด้าน intergenerational trauma ชี้ว่าบาดแผลทางการเมืองที่ไม่ได้ชำระส่งผ่านรุ่นผ่าน อย่างน้อยสี่ช่องทาง: (ก) การห้ามพูดในครัวเรือน, (ข) การสอนประวัติศาสตร์แบบเลือกจำ, (ค) การรักษาผู้กระทำไว้ในตำแหน่งสถาบัน, และ (ง) การไม่มีพิธีกรรมร่วมของการรำลึก[17] ในไทย ทั้งสี่ช่องทางนี้ทำงานอย่างแข็งขัน พ่อแม่ที่ผ่านความกลัวของเหตุการณ์ 2519 มักเตือนลูก ว่า “อย่ายุ่งการเมือง” โดยไม่เล่าเหตุผล หนังสือเรียนแทบไม่กล่าวถึงการสังหารหมู่ 2519 หรือ เหตุการณ์ 2553 เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับการใช้กำลังหลายคนยังคงดำรงตำแหน่งในเวลาต่อมา และไม่มีอนุสรณ์สถานแห่งชาติสำหรับเหตุการณ์เหล่านี้

6.3 เงื่อนไขของการก้าวข้าม

การก้าวข้ามกับดักนี้ต้องการกระบวนการที่มากกว่าการจัดการกฎหมาย — มันต้องการ งานทางวัฒนธรรมขนาดใหญ่ ที่เกี่ยวข้องกับการบันทึกประวัติศาสตร์ปากเปล่า การสร้าง สื่อและวรรณกรรมที่เล่าเรื่องเหล่านี้ได้ การวิจัยทางวิชาการที่เข้าถึงได้ในวงกว้าง การรวบรวม รายชื่อผู้เสียชีวิตและสูญหาย และการสนับสนุนทางจิตวิทยาแก่ครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบ ไม่จำเป็นว่าทุกอย่างต้องเกิดพร้อมกัน แต่ต้องเริ่มและดำเนินต่อเนื่อง เพราะการชำระบาดแผล ทางประวัติศาสตร์เป็นเงื่อนไขขั้นต่ำของประชาธิปไตยที่ผู้คนไม่ต้องกลัว

สังเคราะห์ / SYNTHESIS กลไกหกชุดเป็นเครือข่าย มิใช่รายกรณี The Traps as an Interlocking System

การนำเสนอกับดักทั้งหกในรูปแบบรายการอาจสร้างความเข้าใจผิดว่ากับดักแต่ละชุดเป็นอิสระ จากกัน ข้อเสนอสำคัญของบทความนี้คือ กับดักเหล่านี้ทำงานเป็น ระบบที่เชื่อมกัน และ เสริมกำลังซึ่งกันและกัน:

  • กับดักผู้ร้ายคนเดียว สร้างเงื่อนไขให้ กับดักวีรชนนิยมเกิดในฝ่ายตรงข้าม (เมื่อสังคม ต้องมีผู้ร้าย ฝ่ายตรงข้ามของผู้ร้ายก็ถูกยกเป็นวีรบุรุษโดยอัตโนมัติ)
  • วีรชนนิยม ทำให้ง่าย ต่อการใช้กฎหมายดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์ เพราะรัฐรู้ว่าเป้าหมาย ใดหากโดนจัดการแล้วขบวนทั้งหมดจะสั่น
  • คดี 112/116 สร้างความเร่ง ในผู้ร่วมขบวนให้รู้สึกว่าต้องปกป้องสหายทันที ซึ่งกระตุ้นกับดัก urgency
  • urgency ทำให้ยอมรับ การประนีประนอมปลอมง่ายขึ้น เพราะ “อย่างน้อยก็ดีกว่าไม่มีอะไร”
  • การประนีประนอมปลอม สร้างความรู้สึกว่าถูกทรยศ ซึ่งเพิ่มความรุนแรงทางอารมณ์ บนแพลตฟอร์มและกระตุ้นกับดักอารมณ์แทนการกระทำ
  • และทั้งหมดนี้วางอยู่บน บาดแผลทางประวัติศาสตร์ที่ไม่ชำระ ซึ่งทำให้ความกลัวของพ่อแม่ ความเงียบของสถาบัน และความไม่เชื่อมั่นต่อความเปลี่ยนแปลงเป็นมรดกเริ่มต้นของคนรุ่นใหม่ ทุกรุ่น
การเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตยที่ยั่งยืนจึงไม่ใช่การ “โค่น” กับดักใดกับดักหนึ่ง แต่คือการ ค่อย ๆ ตัดเส้นเชื่อมระหว่างกับดัก ผ่านการสร้างสถาบันคู่ขนาน ชั้นแกนนำระดับกลาง โครงสร้างการเรียนรู้ระหว่างรุ่น และการชำระบาดแผลทางวัฒนธรรม — บทความฉบับนี้

ข้อเสนอเชิงปฏิบัติ 5 ประการ

  1. โรงเรียนภาคพลเมืองกระจายพื้นที่ เพื่อฝึกแกนนำระดับกลางจำนวนมาก ลดการพึ่งพา ผู้นำหน้าเวที
  2. กลไกเอกสารและบันทึกประวัติศาสตร์ ที่เก็บประสบการณ์ของแต่ละคลื่นไว้อย่างเป็นระบบ เพื่อการส่งต่อข้ามรุ่น
  3. โครงสร้างสนับสนุนผู้ได้รับผลกระทบ ทั้งกองทุนประกันตัว ทีมทนายอาสา และการสนับสนุน ทางจิตวิทยาสำหรับครอบครัว
  4. สื่อทางเลือกระยะยาว ที่ไม่พึ่งอัลกอริทึมแพลตฟอร์ม และมีโมเดลธุรกิจที่ไม่ต้องพึ่ง ทุนใหญ่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
  5. เวทีการเมืองข้ามรุ่นและข้ามขั้ว ที่รักษาความเคารพซึ่งกันและกัน แม้ในความเห็นต่าง เพื่อฝึกวินัยของการประนีประนอมที่มีเกณฑ์

บทส่งท้าย

บทความนี้มิได้อ้างว่าเสนอคำตอบครบทุกข้อ หรือว่าขบวนการประชาธิปไตยไทยล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ตรงกันข้าม หากเราอ่านประวัติศาสตร์ครึ่งศตวรรษหลังอย่างตรงไปตรงมา จะพบว่าแต่ละคลื่น ได้ขยับเส้นบรรทัดฐานของสังคมไทยไปข้างหน้า สิ่งที่พูดไม่ได้ในปี 2519 พูดได้ในปี 2549 สิ่งที่พูดไม่ได้ในปี 2549 พูดได้ในปี 2563 เพดานของความกลัวในคนรุ่นใหม่ต่ำลงจริง และพรรคการเมืองที่สะท้อนเจตจำนงของประชาชนยังเกิดใหม่ได้แม้ถูกยุบซ้ำ

โศกนาฏกรรมที่แท้จึงไม่ใช่การที่คนลุกขึ้น แต่คือการที่คนลุกขึ้นโดยไม่รู้ว่ากำลังลุกขึ้นใน สนามแบบใด ไม่รู้ว่าศัตรูคือเครือข่ายไม่ใช่บุคคล ไม่รู้ว่าเวลาคืออาวุธที่ระบอบถืออยู่ ไม่รู้ว่าชัยชนะที่ยั่งยืนวัดด้วยทศวรรษไม่ใช่ฤดูกาล และไม่รู้ว่าบาดแผลของรุ่นก่อนกำลัง กำกับทางเลือกของรุ่นตนเอง เมื่อความรู้เหล่านี้ถูกสร้าง ส่งต่อ และฝึกฝนในทุกระดับของสังคม กับดักทั้งหกจะค่อย ๆ หมดพลัง และการเปลี่ยนผ่านที่สะสมช้า ๆ ของคนตัวเล็กจะกลายเป็นสิ่งที่ ใครก็พากลับไปจุดเดิมไม่ได้อีก

รายการอ้างอิง

  1. Tilly, Charles. (2004). Social Movements, 1768–2004. Paradigm Publishers.
  2. McCargo, Duncan. (2005). “Network Monarchy and Legitimacy Crises in Thailand.” The Pacific Review, 18(4), 499–519.
  3. Skocpol, Theda. (1979). States and Social Revolutions: A Comparative Analysis of France, Russia, and China. Cambridge University Press.
  4. Tufekci, Zeynep. (2017). Twitter and Tear Gas: The Power and Fragility of Networked Protest. Yale University Press.
  5. ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน (TLHR). รายงานสถิติการดำเนินคดีทางการเมือง, 2563–2568.
  6. Lee, Francis L.F., & Chan, Joseph M. (2018). Media and Protest Logics in the Digital Era: The Umbrella Movement in Hong Kong. Oxford University Press.
  7. Cumings, Bruce. (2005). Korea’s Place in the Sun: A Modern History (updated ed.). W. W. Norton.
  8. ศาลรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย. คำวินิจฉัยที่ 10/2567 (7 สิงหาคม 2567).
  9. Schelling, Thomas C. (1960). The Strategy of Conflict. Harvard University Press.
  10. Kim, Sunhyuk. (2000). The Politics of Democratization in Korea: The Role of Civil Society. University of Pittsburgh Press.
  11. Chenoweth, Erica, & Stephan, Maria J. (2011). Why Civil Resistance Works: The Strategic Logic of Nonviolent Conflict. Columbia University Press.
  12. Przeworski, Adam. (1991). Democracy and the Market: Political and Economic Reforms in Eastern Europe and Latin America. Cambridge University Press.
  13. คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.). รายงานผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป 14 พฤษภาคม 2566.
  14. Connerton, Paul. (1989). How Societies Remember. Cambridge University Press.
  15. Winichakul, Thongchai. (2020). Moments of Silence: The Unforgetting of the October 6, 1976, Massacre in Bangkok. University of Hawai‘i Press.
  16. คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.). รายงานฉบับสมบูรณ์ (กันยายน 2555).
  17. Hirsch, Marianne. (2012). The Generation of Postmemory: Writing and Visual Culture After the Holocaust. Columbia University Press.
  18. Hayner, Priscilla B. (2011). Unspeakable Truths: Transitional Justice and the Challenge of Truth Commissions (2nd ed.). Routledge.

หมายเหตุ: การอ้างอิงที่เป็นภาษาอังกฤษได้รับการเรียบเรียงเพื่อประกอบการค้นคว้าของผู้อ่าน ข้อมูลสถิติของคดีทางการเมืองในประเทศไทยอาจปรับเปลี่ยนตามรายงานฉบับล่าสุดของหน่วยงานที่อ้างถึง

ชุดบทความ “มดแดงล้มช้าง ฉบับ 2026” ดร. เพียงดิน รักไทย

Timeline 20 ปี: แยกตามองค์กรอำนาจไทย (2549–2569)

Timeline 20 ปี: แยกตามองค์กรอำนาจไทย (2549–2569)

Timeline 20 ปี แยกตามองค์กรอำนาจไทย
2549–2569

เอกสารฉบับนี้ออกแบบสำหรับการไลฟ์ออกอากาศทางยูทูบโดยตรง เน้นการอ่านง่ายบนจอ พื้นหลังสว่าง ตัวอักษรเข้ม และเรียงเหตุการณ์ตาม “องค์กร” เพื่อให้ผู้ชมมองเห็นร่องรอยของการแทรกแซง การตัดตอน และการจัดรูปเกมการเมืองไทยอย่างเป็นระบบ มากกว่าการมองเป็นข่าวรายวันแยกชิ้น

ศาลรัฐธรรมนูญ กกต. ป.ป.ช. วุฒิสภา กองทัพ/คณะรัฐประหาร กระบวนการยุติธรรมทางการเมือง

1) ศาลรัฐธรรมนูญ: จากผู้ตีความกฎหมาย สู่ผู้เปลี่ยนเกมการเมือง

ถ้ามองเฉพาะบทบาทของศาลรัฐธรรมนูญตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา จะเห็นว่าองค์กรนี้ไม่ได้เป็นเพียงผู้ชี้ขาดข้อพิพาทตามรัฐธรรมนูญ แต่กลายเป็นกลไกที่มีผลโดยตรงต่อการคงอยู่หรือสิ้นสุดของรัฐบาล พรรคการเมือง และผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง

2550

ยุบพรรคไทยรักไทย และตัดสิทธิ์กรรมการบริหาร 111 คน หลังรัฐประหาร 2549 ทำให้ฝ่ายที่เคยชนะเลือกตั้งถูกลบออกจากสนามด้วยเครื่องมือทางกฎหมาย ไม่ใช่ด้วยการเลือกตั้งรอบใหม่โดยเสรีอย่างแท้จริง

2551

ปลดนายกฯ สมัคร สุนทรเวช จากกรณีรับค่าตอบแทนรายการทำอาหาร เหตุการณ์นี้ฝังอยู่ในความทรงจำสังคมว่าเป็นตัวอย่างของการใช้ประเด็นกฎหมายที่ดูเล็กในเชิงสามัญสำนึก แต่ส่งผลใหญ่ระดับเปลี่ยนผู้นำประเทศ

2551

ยุบพรรคพลังประชาชนและพรรคร่วม ส่งผลให้รัฐบาลที่สืบทอดจากชัยชนะเลือกตั้งปี 2550 ถูกตัดตอนอีกครั้ง และเปิดทางให้มีการจัดเรียงขั้วอำนาจใหม่โดยไม่ผ่านเจตจำนงผู้เลือกตั้งโดยตรง

2557

วินิจฉัยให้การเลือกตั้ง 2 กุมภาพันธ์ 2557 เป็นโมฆะ ทำให้การเลือกตั้งที่ควรเป็นทางออกของวิกฤตการเมืองกลับไม่สามารถทำหน้าที่คลี่คลายความขัดแย้งได้

2557

ปลดยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จากกรณีย้ายข้าราชการโดยมิชอบ เพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 จึงเกิดภาพจำว่าศาลเข้ามาเร่งทำให้รัฐบาลอ่อนแรงก่อนที่กองทัพจะปิดเกม

2563

ยุบพรรคอนาคตใหม่ และตัดสิทธิ์กรรมการบริหาร 10 ปี จากคดีเงินกู้พรรค เหตุการณ์นี้กลายเป็นชนวนสำคัญของการประท้วงคนรุ่นใหม่ เพราะผู้สนับสนุนจำนวนมากมองว่าช่องทางรัฐสภาถูกตัดตอนอีกครั้ง

2566

สั่งให้พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. ในวันเดียวกับที่รัฐสภากำลังลงมติรอบสำคัญเรื่องนายกรัฐมนตรี ทำให้เกิดภาพว่ากระบวนการตุลาการและกระบวนการรัฐสภามาบรรจบกันในจังหวะที่มีผลทางการเมืองสูงสุด

2567

ยุบพรรคก้าวไกล จากคดีรณรงค์แก้ ม.112 ทั้งที่พรรคนี้เป็นพรรคอันดับหนึ่งในการเลือกตั้ง 2566 จึงเป็นอีกครั้งที่พรรคซึ่งได้รับฉันทานุมัติจากประชาชนจำนวนมากถูกลบออกด้วยคำวินิจฉัย

2567

ปลดนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน จากกรณีแต่งตั้งรัฐมนตรีที่เคยมีคดีอาญา ตอกย้ำภาพว่าศาลไม่ได้มีบทบาทเพียงกับฝ่ายค้าน แต่สามารถเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีกลางเกมได้โดยตรง

2568

สั่งพักงานและต่อมาปลดนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร จากคดีจริยธรรมที่ผูกกับบทสนทนาทางการเมืองระหว่างประเทศ ย้ำรูปแบบ “เลือกตั้ง–จัดตั้งรัฐบาล–เผชิญคดี–เปลี่ยนผู้นำ” ว่ายังไม่จบลง

2) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.): จากผู้จัดเลือกตั้ง สู่ผู้คัดผู้เล่นและกำหนดสภาพสนาม

บทบาทของ กกต. ในหลายห้วงเวลาไม่ได้จำกัดอยู่แค่การจัดให้มีการเลือกตั้ง แต่ขยายไปถึงการวินิจฉัยคุณสมบัติ การยื่นยุบพรรค การตีความกติกา และการบริหารผลการเลือกตั้ง ซึ่งล้วนมีผลต่อโอกาสที่คะแนนเสียงของประชาชนจะกลายเป็นอำนาจจริง

2557

วิกฤตเลือกตั้งต้นปี 2557 กกต. กลายเป็นผู้เล่นสำคัญในบรรยากาศ “เลื่อนเลือกตั้ง–จัดเลือกตั้งไม่ครบ–เกิดสุญญากาศ” แทนที่จะทำให้คูหาเป็นทางออกจากวิกฤตการเมือง

2562

ยื่นคำร้องยุบพรรคไทยรักษาชาติ หลังพรรคเสนอชื่อเจ้าหญิงอุบลรัตน์เป็นแคนดิเดตนายกฯ และศาลก็มีคำสั่งยุบพรรคก่อนการเลือกตั้ง ทำให้ผู้เล่นสำคัญฝั่งตรงข้ามอำนาจเดิมหายไปจากสนามก่อนวันลงคะแนน

2562

การนับคะแนนและการคำนวณ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อถูกวิจารณ์หนัก เพราะความไม่ชัดเจนและการตีความสูตรที่เปลี่ยนสมดุลที่นั่งในสภา จนหลายฝ่ายมองว่าการจัดการผลการเลือกตั้งเองก็เป็นส่วนหนึ่งของการกำหนดผลลัพธ์

2566

เปิดสอบสวนพิธาเรื่องหุ้นสื่อ หลังพรรคก้าวไกลชนะเลือกตั้งไม่นาน แม้จะไม่ได้ล้มผลเลือกตั้งทันที แต่การเริ่มกระบวนการในจังหวะสำคัญของการจัดตั้งรัฐบาลมีผลกดดันทางการเมืองอย่างยิ่ง

2566

ปล่อยให้ข้อร้องเรียนด้านคุณสมบัติและคดีเกี่ยวกับนโยบายหลักของก้าวไกลเดินหน้า จนการตั้งรัฐบาลของผู้ชนะเลือกตั้งต้องเผชิญแนวรบทางกฎหมายหลายชั้นพร้อมกัน

2569

การนับคะแนนเลือกตั้งใหม่ถูกตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใส Reuters รายงานว่ามีแรงกดดันต่อ กกต. หลังสังคมออนไลน์ตรวจพบความผิดปกติและความไม่ชัดเจนในการนับคะแนนหลายเขต สะท้อนว่าความไว้วางใจต่อองค์กรนี้ยังเป็นปัญหาต่อเนื่อง

3) ป.ป.ช.: จากองค์กรปราบโกง สู่ข้อครหาเรื่องจังหวะและมาตรฐาน

ป.ป.ช. มีอำนาจกว้างและมีผลสูงต่อชะตากรรมนักการเมือง แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สังคมไทยตั้งคำถามอย่างต่อเนื่องว่า องค์กรนี้ดำเนินคดีด้วยมาตรฐานเดียวกันจริงหรือไม่ หรือเลือกเร่ง-เลือกชะลอตามภูมิทัศน์ทางอำนาจ

2556

ป.ป.ช. เคยชี้ว่าไม่พบความผิดเรื่องบัญชีทรัพย์สินของยิ่งลักษณ์ แสดงให้เห็นว่าองค์กรนี้สามารถมีบทสรุปที่ผ่อนแรงกดดันได้ในบางช่วง แต่บริบทเปลี่ยนเพียงไม่นานก็เกิดอีกภาพหนึ่งขึ้นมา

2557

ชี้มูลยิ่งลักษณ์ในคดีจำนำข้าว ช่วงเดือนพฤษภาคม 2557 หลังจากศาลรัฐธรรมนูญปลดเธอจากตำแหน่งไปแล้วไม่กี่วัน เป็นอีกแรงบีบสำคัญที่ทำให้รัฐบาลรักษาการอ่อนแรงลงก่อนรัฐประหาร

2558–2560

คดีจำนำข้าวเดินหน้าต่อในยุคหลังรัฐประหาร ทั้งในทางอาญาและทางแพ่ง ทำให้ ป.ป.ช. ถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของกลไกกดดันเชิงสถาบันต่อฝ่ายการเมืองที่ถูกโค่นไปแล้ว

2561

คดีนาฬิกาหรู พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จบลงด้วยการยกคำร้อง โดย ป.ป.ช. ระบุว่าไม่มีหลักฐานเพียงพอว่าจงใจปกปิดทรัพย์สิน คดีนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของข้อครหาเรื่องมาตรฐานที่ไม่เท่ากันในสายตาสาธารณะ

2567

มีคำร้องต่อ ป.ป.ช. ให้เล่นงาน 44 อดีตและปัจจุบัน ส.ส. ก้าวไกล จากกรณีผลักดันแก้ ม.112 แสดงให้เห็นว่าองค์กรนี้ไม่ได้จำกัดบทบาทอยู่ที่คดีคอร์รัปชันแบบแคบ แต่ขยายเข้าไปอยู่กลางข้อขัดแย้งการเมืองโดยตรง

2568

เปิดสอบสวนจริยธรรมนายกฯ แพทองธาร จากกรณีสายโทรศัพท์กับฮุน เซน หลังศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องและสั่งพักงานไปแล้ว จึงเกิดภาพการหนุนกันระหว่างองค์กรตรวจสอบหลายชุดในจังหวะเดียวกัน

4) วุฒิสภา: กลไกค้ำอำนาจเหนือเจตจำนงประชาชน

บทบาทของวุฒิสภาในช่วงหลังรัฐธรรมนูญ 2560 คือหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดที่สุดของการออกแบบกลไกเหนือประชาชน เพราะ ส.ว. ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งมีอำนาจร่วมเลือกนายกรัฐมนตรี และมีผลจริงต่อการปิดทางฝ่ายที่ชนะเลือกตั้ง

2560

รัฐธรรมนูญ 2560 ให้วุฒิสภา 250 คนร่วมโหวตนายกฯ เป็นการฝัง “อำนาจกันชน” ไว้เหนือสภาผู้แทนราษฎรในช่วงเปลี่ยนผ่านที่ยาวนานหลายปี

2562

วุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งช่วยเลือก พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ทั้งที่ตนเองเป็นผลผลิตของระบอบหลังรัฐประหาร จึงถูกวิจารณ์อย่างมากว่าเป็นการสืบทอดอำนาจผ่านกลไกตามรัฐธรรมนูญ

2566

วุฒิสภามีบทบาทสำคัญในการขัดขวางพิธา แม้ก้าวไกลจะชนะเลือกตั้ง แต่คะแนนจาก ส.ว. ไม่เพียงพอและกลายเป็นกำแพงหลักที่ทำให้ผู้ชนะเลือกตั้งไม่สามารถเป็นนายกรัฐมนตรีได้

2567

เริ่มเปลี่ยนผ่านไปสู่วุฒิสภารูปแบบใหม่และตัดอำนาจโหวตนายกฯ แต่ความเสียหายเชิงโครงสร้างจากบทบาทของวุฒิสภาแต่งตั้งในช่วง 2562–2566 ได้เกิดขึ้นแล้วเต็ม ๆ

2568

กลุ่ม ส.ว. เข้าชื่อร้องคดีจริยธรรมต่อผู้นำรัฐบาล แสดงให้เห็นว่าวุฒิสภายังมีบทบาทเป็นผู้ส่งแรงกระแทกทางการเมืองผ่านกระบวนการคำร้องและการตรวจสอบต่อไป

5) กองทัพและคณะรัฐประหาร: ผู้รีเซ็ตสนามเมื่อเกมไม่เป็นใจ

แม้ในบางช่วงดูเหมือนว่ากลไกศาลและองค์กรอิสระจะทำงานแทนรัฐประหาร แต่เมื่อวิกฤตถึงระดับหนึ่ง กองทัพก็ยังคงเป็น “ผู้มีสิทธิรีเซ็ตเกม” ที่ทรงพลังที่สุดในระบบการเมืองไทย

2549

รัฐประหารโค่นรัฐบาลทักษิณ ยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2540 และเปิดยุคการจัดระเบียบการเมืองใหม่โดยอำนาจนอกการเลือกตั้ง

2553

การสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง ด้วยกำลังทหารทำให้ความขัดแย้งไม่ได้จบแค่บนถนน แต่ทิ้งบาดแผลลึกเรื่องสิทธิ เสรีภาพ และมาตรฐานรัฐต่อประชาชน

2557

รัฐประหารอีกครั้งในวันที่ 22 พฤษภาคม หลังวิกฤตยืดเยื้อ ศาลทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ และนายกฯ ถูกปลด กองทัพจึงเข้ามาปิดฉากรัฐบาลเลือกตั้งอีกครั้ง

2557–2562

คสช. ปกครองโดยตรง เลื่อนเลือกตั้ง และร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ทำให้การ “คืนประชาธิปไตย” ถูกกำหนดจังหวะจากผู้ยึดอำนาจ ไม่ใช่จากประชาชน

2562

อำนาจรัฐประหารถูกแปลงเป็นความได้เปรียบเชิงโครงสร้าง ผ่านรัฐธรรมนูญ 2560 วุฒิสภาแต่งตั้ง และภูมิทัศน์กฎหมายที่เอื้อต่อฝ่ายเดิมแม้เข้าสู่ยุคเลือกตั้งแล้ว

6) กระบวนการยุติธรรมทางการเมือง: การคุมขังก่อนพิพากษาและแรงกดดันต่อผู้เห็นต่าง

นอกจากองค์กรระดับรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระแล้ว ยังมีอีกชั้นหนึ่งของปัญหาคือการใช้กระบวนการยุติธรรม กับนักกิจกรรม นักกฎหมาย และผู้ประท้วงในลักษณะที่หลายองค์กรสิทธิมนุษยชนมองว่าเป็นการลงโทษทางกระบวนการ

2563

ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงและจับกุมแกนนำประท้วง หลังการชุมนุมของเยาวชนและประชาชนขยายตัว ข้อกังวลคือการใช้กฎหมายพิเศษเพื่อจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ

2564

ศาลปฏิเสธการประกันตัวนักกิจกรรมหลายรายในคดีหมิ่นฯ Reuters รายงานถึงกรณีผู้ต้องหาหลายคนถูกคุมขังก่อนพิพากษาและอดอาหารประท้วง ทำให้เกิดคำถามว่ากระบวนการเองกลายเป็นภาระลงโทษก่อนตัดสินหรือไม่

2566–2567

ยังมีคดีการเมืองต่อเนื่องต่อทนาย นักกิจกรรม และนักการเมืองฝ่ายค้าน รวมถึงคดีหมิ่นฯ ที่มีโทษสูง จึงเกิดบรรยากาศที่ผู้เห็นต่างต้องต่อสู้กับต้นทุนทางกฎหมายอย่างยาวนาน แม้ก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุด

บทสรุปสำหรับการอ่านออกอากาศ: เมื่อแต่ละองค์กรทำคนละหน้าที่ แต่ผลรวมคือการตัดตอนประชาธิปไตย

ถ้าดูทีละเหตุการณ์ เราอาจเผลอคิดว่านี่คือข่าวคนละเรื่อง คนละคดี คนละองค์กร แต่เมื่อเอามาวางเรียงกัน เราจะเห็น “ระบบแบ่งงานกันทำ” ที่ชัดเจนอย่างน่าตกใจ

ศาลรัฐธรรมนูญ

ทำหน้าที่ตัดตอนปลายทาง: ยุบพรรค ปลดนายกฯ ทำให้ผู้ชนะหรือรัฐบาลที่ตั้งแล้วสะดุดล้มกลางทาง

กกต.

ทำหน้าที่ควบคุมสภาพสนาม: วินิจฉัยคุณสมบัติ ยื่นยุบพรรค ตีความกติกา และบริหารผลเลือกตั้งในจังหวะสำคัญ

ป.ป.ช.

ทำหน้าที่เพิ่มแรงกดดันเชิงจริยธรรมและคดี: บางคดีเดินเร็ว บางคดีจบเบา จนสังคมตั้งคำถามเรื่องมาตรฐาน

วุฒิสภา

ทำหน้าที่เป็นกำแพงเหนือเสียงประชาชน โดยเฉพาะช่วงที่ ส.ว. แต่งตั้งร่วมโหวตนายกฯ และกลายเป็นตัวแปรชี้ขาด

กองทัพ

ทำหน้าที่รีเซ็ตสนามเมื่อความขัดแย้งถึงจุดที่ชนชั้นนำเดิมไม่ต้องการปล่อยให้คูหาเลือกตั้งเป็นผู้ตัดสิน

กระบวนการยุติธรรมทางการเมือง

ทำหน้าที่เพิ่มต้นทุนให้ผู้เห็นต่าง ผ่านการจับกุม คุมขัง ปฏิเสธประกัน และลากคดียาวจนการต่อสู้กลายเป็นภาระในตัวเอง

แหล่งอ้างอิงหลัก

รายการอ้างอิงด้านล่างคัดจากสำนักข่าวและองค์กรสิทธิมนุษยชนที่ถูกใช้อ้างในการสรุปเหตุการณ์เชิงเวลาและเชิงโครงสร้างของเอกสารนี้

  1. Reuters. (2006, September 19). Thailand since 2006 coup ousted Thaksin.
  2. Reuters. (2007, May 30). Thai ex-PM barred from politics for 5 years.
  3. Reuters. (2008, September 9). Thai court rules PM Samak must quit.
  4. Reuters. (2008, December 2). Thai court says ruling parties must disband.
  5. Reuters. (2014, January 24). Thai court ruling adds to mounting pressure on PM Yingluck.
  6. Reuters. (2014, March 21). Thailand in limbo after election annulled, economy suffering.
  7. Reuters. (2014, May 7). Thai court orders PM to step down, prolongs political crisis.
  8. Reuters. (2015, September 6). New Thai constitution shot down, prolonging military rule.
  9. Human Rights Watch. (2019). Speak Out of Turn: The Criminalization of Peaceful Expression in Thailand.
  10. Reuters. (2019, March 7). Thai election body seeks dissolution of party that nominated princess for PM.
  11. Reuters. (2019, March 25). Chaotic Thai result is near investors' worst case.
  12. Reuters. (2019, May 13). A third of Thailand's appointed senators linked to military, police.
  13. Reuters. (2019, June 5). Parliament confirms Thai coup leader Prayuth as prime minister.
  14. Reuters. (2020, February 21). Thai court dissolves opposition Future Forward Party over loan.
  15. Reuters. (2020, September 17). Timeline: Thailand's growing protest movement.
  16. Human Rights Watch. (2020, October 15). Thailand: Emergency decree a pretext for crackdown.
  17. Reuters. (2021, April 29). Thai court denies bail for activists on hunger strike over royal insults.
  18. Reuters. (2023, June 12). Thailand's poll body to investigate PM frontrunner Pita.
  19. Reuters. (2023, July 12). Thai court, poll body moves threaten Pita's PM bid.
  20. Reuters. (2023, July 14). Move Forward seeks to curb Senate powers after loss in PM vote.
  21. Reuters. (2023, July 19). Turmoil in Thailand as rivals derail election winner's PM bid.
  22. Reuters. (2024, April 23). Thailand to replace military-appointed Senate, reduce its powers.
  23. Reuters. (2024, August 7). Thai court orders dissolution of anti-establishment election winner.
  24. Reuters. (2024, August 13). Judgment day: Thai PM Srettha court rules on dismissal case.
  25. Reuters. (2018, December 28). Watchdog clears Thai junta deputy over luxury watches.
  26. Reuters. (2024, August 30). Thai anti-graft body begins new investigation into opposition politicians.
  27. Reuters. (2025, July 1). Thailand's political chaos: what happens next?
  28. Reuters. (2025, July 14). Thai anti-graft body launches investigation into PM Paetongtarn.
  29. Reuters. (2025, August 29). Thai prime minister removed by court, triggering power scramble.
  30. Reuters. (2026, February 5). A tumultuous two decades in Thailand's politics.
  31. Reuters. (2026, February 11). Thailand's election commission faces pressure over vote transparency.
  32. Reuters. (2026, March 19). Thailand's new prime minister Anutin Charnvirakul.

โพสต์ล่าสุด

คันฉ่องส่องไทย: เสียงจากปลายดอย… เมื่อความอัดอั้นกลายเป็นคำถามต่อทั้งระบบ

คันฉ่องส่องไทย: เสียงจากปลายดอย… เมื่อความอัดอั้นกลายเป็นคำถามต่อทั้งระบบ คันฉ่องส่องไทย เสียงจากปลาย...

Popular Posts