คันฉ่องส่องไทย: เมื่อภาษีประชาชนกลายเป็นบันไดสู่อำนาจ
บทเรียนจากข้อถกเถียงเรื่อง TH AI Passport และคำถามที่ใหญ่กว่าตัวโครงการ
ประเทศไทยไม่เคยขาดโครงการใหญ่ ไม่เคยขาดงบประมาณจำนวนมหาศาล ไม่เคยขาดคำสัญญาเรื่องการพัฒนา และไม่เคยขาดคำอธิบายว่าทุกอย่างดำเนินไปตามกฎหมาย
แต่ในเวลาเดียวกัน ประเทศไทยก็ไม่เคยขาดความสงสัยจากประชาชนเช่นกัน
เมื่อมีข่าวเกี่ยวกับโครงการ TH AI Passport ซึ่งมีมูลค่ากว่าพันล้านบาท พร้อมกับการตั้งคำถามในสภาถึงความเชื่อมโยงของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำโครงการ ประชาชนจำนวนมากจึงไม่ได้มองเรื่องนี้เป็นเพียงโครงการไอทีอีกโครงการหนึ่ง
หลายคนกลับมองเห็นภาพที่คุ้นเคย ภาพที่พวกเขาเคยเห็นมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา
ภาพของเครือข่ายอำนาจ ภาพของงบประมาณขนาดใหญ่ ภาพของผู้มีอิทธิพลทางการเมือง ภาพของกลุ่มผลประโยชน์ และภาพของคำถามที่มักเกิดขึ้นภายหลังเสมอว่า “ใครได้อะไรจากเรื่องนี้”
สิ่งที่น่าสนใจคือ ความไม่ไว้วางใจเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากโครงการเดียว ไม่ได้เกิดจากข่าวเดียว และไม่ได้เกิดจากบุคคลคนเดียว
มันเกิดจากประสบการณ์สะสมของสังคมไทย
คนไทยผ่านยุคสัมปทานโทรคมนาคม ผ่านยุคเมกะโปรเจกต์ ผ่านยุคจัดซื้อจัดจ้างขนาดใหญ่ ผ่านยุคงบประมาณพิเศษ ผ่านยุคโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านยุคการเมืองท้องถิ่นที่ผูกโยงกับส่วนกลาง ผ่านยุครัฐประหารและรัฐบาลผสมหลายชุด
และในทุกยุคทุกสมัย สิ่งที่ประชาชนมักเห็นซ้ำแล้วซ้ำอีก คือเครือข่ายอำนาจบางกลุ่มเติบโตขึ้นพร้อมกับงบประมาณของรัฐ
นี่ไม่ใช่ข้อกล่าวหา แต่เป็นข้อสังเกตเชิงโครงสร้าง
เมื่อพรรคการเมืองหนึ่งสามารถครอบครองกระทรวงสำคัญ มีฐานท้องถิ่นที่แข็งแรง มีอิทธิพลในจังหวัดจำนวนมาก มีเครือข่ายกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. เทศบาล และ อบจ. พร้อมกับได้รับบทบาทสำคัญในรัฐบาลต่อเนื่องหลายสมัย ย่อมเป็นธรรมชาติที่ประชาชนจะเริ่มตั้งคำถาม
คำถามนั้นไม่ใช่ว่าใครโกง แต่คือ
ระบบกำลังเอื้อให้เครือข่ายใดเครือข่ายหนึ่งสะสมอำนาจมากเกินไปหรือไม่
ในทางรัฐศาสตร์ มีคำอธิบายปรากฏการณ์นี้อยู่แล้ว
เรียกว่า “Patronage Politics” หรือการเมืองแบบอุปถัมภ์
ระบบเช่นนี้ไม่ได้ยืนอยู่บนการแข่งขันเชิงนโยบายเป็นหลัก แต่ยืนอยู่บนการควบคุมทรัพยากร การเข้าถึงงบประมาณ การสร้างเครือข่าย และการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ทางการเมือง
เมื่อควบคุมงบประมาณได้ ก็สามารถสร้างฐานอำนาจได้
เมื่อมีฐานอำนาจ ก็ชนะการเลือกตั้งได้
เมื่อชนะการเลือกตั้ง ก็กลับมาควบคุมงบประมาณได้อีก
วงจรนี้หมุนวนไปเรื่อย ๆ จนหลายครั้งประชาชนเริ่มแยกไม่ออกว่า งบประมาณกำลังรับใช้ประเทศ หรือกำลังรับใช้เครือข่ายทางการเมือง
นี่คือเหตุผลที่หลายประเทศประชาธิปไตยพยายามสร้างกลไกถ่วงดุลอย่างเข้มแข็ง ไม่ใช่เพราะเชื่อว่าทุกคนโกง แต่เพราะไม่เชื่อว่ามนุษย์คนใดควรมีอำนาจมากเกินไป
ปัญหาของประเทศไทยจึงอาจไม่ได้อยู่ที่โครงการ TH AI Passport เพียงอย่างเดียว
โครงการนี้อาจถูกตรวจสอบแล้วพบว่าถูกต้องทุกขั้นตอน หรืออาจพบข้อบกพร่องบางประการในอนาคต
แต่ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร คำถามที่สำคัญกว่ายังคงอยู่
เหตุใดประชาชนจำนวนมากจึงพร้อมสงสัยทันทีเมื่อเห็นโครงการขนาดใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายอำนาจเดิม
คำตอบอาจไม่ใช่เรื่องตัวโครงการ แต่อยู่ที่ความเชื่อมั่นต่อระบบ
เมื่อประชาชนไม่เชื่อว่าระบบสามารถตรวจสอบอำนาจได้จริง ทุกโครงการก็จะถูกมองด้วยความระแวง
เมื่อประชาชนไม่เชื่อว่าการแข่งขันทางการเมืองเป็นธรรม ทุกความสำเร็จของผู้มีอำนาจก็จะถูกตั้งคำถาม
และเมื่อประชาชนไม่เชื่อว่าภาษีของตนถูกใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างแท้จริง ทุกงบประมาณก็จะถูกมองเป็นเครื่องมือของเครือข่ายอำนาจ
คันฉ่องส่องไทย
บางทีสิ่งที่อันตรายที่สุดไม่ใช่การทุจริต
แต่คือการที่สังคมเริ่มเชื่อว่าการทุจริตเป็นเรื่องปกติ
บางทีสิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่นักการเมืองคนใดคนหนึ่ง
แต่คือระบบที่ทำให้นักการเมืองรุ่นแล้วรุ่นเล่าสามารถใช้วิธีการแบบเดิมซ้ำได้ตลอดเวลา
เพราะหากเรามัวแต่เปลี่ยนตัวละคร แต่ไม่เคยเปลี่ยนโครงสร้าง
วันหนึ่งสีน้ำเงินอาจหายไป
แต่สีใหม่จะเข้ามาแทนที่ พร้อมพฤติกรรมแบบเดิม พร้อมเครือข่ายแบบเดิม พร้อมวงจรอุปถัมภ์แบบเดิม
และประเทศไทยก็จะยังคงเดินวนอยู่ในเขาวงกตแห่งอำนาจเช่นเดิม
ประชาชนจึงไม่ควรเฝ้ามองเพียงว่าใครชนะประมูล ใครได้โครงการ หรือใครได้ตำแหน่ง
แต่ควรถามให้ลึกกว่านั้นว่า
ระบบของเรากำลังทำให้ภาษีประชาชนกลายเป็นทรัพยากรสาธารณะ หรือกำลังทำให้มันกลายเป็นบันไดสู่อำนาจของเครือข่ายทางการเมืองบางกลุ่ม
เพราะคำตอบของคำถามนี้ อาจสำคัญต่ออนาคตประเทศไทยมากกว่าคำตอบของโครงการใดโครงการหนึ่งเสียอีก
คันฉ่องส่องไทย
เมื่อประชาชนมองทะลุตัวละคร
จึงเริ่มมองเห็นโครงสร้าง





