ภาคที่ 5 · ประชาชนกลับเข้าสู่ทฤษฎี
บทที่ 13
มดแดงล้มช้าง: จากอุปมาสู่รากฐานจุลภาค
Red Ants Toppling the Elephant: From Metaphor to Micro-foundation
อุปมาที่ปลุกใจได้อย่างเดียวเป็นกับดัก เพราะมันทำให้คนเชื่อว่าเพียงมากันเยอะ ๆ ก็พอ ทั้งที่ช้างไม่ได้ล้มเพราะมดมีจำนวนมาก หากเพราะมดจำนวนมากนั้นทำสิ่งเดียวกัน ที่จุดเดียวกัน ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และเรียนรู้ไปด้วยกัน
ภาพมดแดงล้มช้างเป็นภาพที่งดงามและทรงพลังในความคิดทางการเมืองไทย มันบอกเราว่าอำนาจไม่ได้ผูกขาดอยู่ที่ผู้ใหญ่โตเสมอไป และคนตัวเล็กที่ดูเหมือนไร้พลังเมื่ออยู่ลำพัง สามารถกลายเป็นแรงที่ผู้มีอำนาจต้องเกรงได้เมื่อรวมกัน แต่ความงดงามของอุปมานี้เองที่ทำให้มันอันตราย เพราะอุปมาที่ดีปลุกใจได้โดยไม่ต้องอธิบายอะไรเลย และเมื่อมันปลุกใจโดยไม่อธิบาย มันก็ทิ้งคนฟังไว้กับความเชื่อที่ผิดครึ่งหนึ่ง — ความเชื่อที่ว่าเพียงแค่มากันให้มากพอ ช้างก็จะล้มเอง
แต่ช้างไม่ได้ล้มเพราะมดมีจำนวนมาก ประวัติศาสตร์เต็มไปด้วยฝูงชนมหาศาลที่ไม่เปลี่ยนอะไรเลย และเต็มไปด้วยกลุ่มเล็ก ๆ ที่มีวินัยซึ่งเปลี่ยนทุกอย่าง ความต่างระหว่างสองกรณีนี้ไม่ได้อยู่ที่จำนวน แต่อยู่ที่ว่าจำนวนนั้นถูกจัดระเบียบอย่างไร บทนี้จึงมีเป้าหมายเดียว คือยกอุปมามดแดงขึ้นจากการเป็นคำปลุกใจ ให้กลายเป็นแบบจำลองเชิงวิเคราะห์ที่ระบุได้ว่า ภายใต้เงื่อนไขใด การกระทำเล็ก ๆ ของคนธรรมดาจึงสะสมกลายเป็นอำนาจได้จริง และที่สำคัญไม่แพ้กัน ภายใต้เงื่อนไขใดมันจึงล้มเหลว เพราะแบบจำลองที่บอกได้แต่ว่าเมื่อไรสำเร็จ แต่บอกไม่ได้ว่าเมื่อไรล้มเหลว ไม่ใช่แบบจำลอง แต่เป็นคำอวยพร1
§1อุปมาบอกอะไร และปิดบังอะไร
สิ่งที่อุปมามดแดงบอกถูก คือมันปฏิเสธภาพที่ว่าอำนาจเป็นของที่ถือครองอยู่ที่ยอดเท่านั้น มันชี้ว่าอำนาจส่วนหนึ่งถูก ประกอบขึ้น จากล่าง ผ่านการรวมของสิ่งเล็ก ๆ จำนวนมาก นี่เป็นสัญชาตญาณที่ถูกต้องและสำคัญ เพราะมันเปิดพื้นที่ให้เราคิดถึงอำนาจของประชาชนในฐานะสิ่งที่สร้างได้ ไม่ใช่สิ่งที่ได้รับประทานมาจากผู้มีอำนาจ
แต่สิ่งที่อุปมานี้ปิดบัง คือความจริงที่ว่าการรวมกันไม่ได้เกิดขึ้นเอง การกระทำเล็ก ๆ หนึ่งล้านครั้งที่ต่างคนต่างทำ ต่างเวลา ต่างทิศทาง ไม่ใช่อำนาจ มันเป็นเพียงเสียงรบกวน เหมือนแรงหนึ่งล้านแรงที่ผลักไปคนละทิศ ผลรวมของมันเป็นศูนย์ ช้างจะล้มก็ต่อเมื่อมดจำนวนมากนั้นกัดที่จุดเดียวกัน ในเวลาที่สอดคล้องกัน ต่อเนื่องนานพอ และปรับวิธีกัดเมื่อช้างขยับ ความต่างระหว่าง ฝูงชน กับ แรง จึงอยู่ตรงนี้ ฝูงชนคือจำนวนที่ยังไม่ถูกจัดระเบียบ ส่วนแรงคือจำนวนที่ถูกจัดให้ชี้ไปทางเดียวกัน อุปมามดแดงพูดถึงจำนวน แต่ละเลยการจัดระเบียบ และการละเลยนั้นเองที่ทำให้มันกลายเป็นคำปลอบใจได้ง่าย ๆ เมื่อการรวมตัวไม่สำเร็จ
ข้อสรุปนี้พลิกภาพของการเปลี่ยนแปลงที่เราคุ้นเคยอีกด้านหนึ่งด้วย ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงแบบที่ต้องรอวีรบุรุษ — ผู้นำผู้ยิ่งใหญ่ที่มาปลดปล่อยประชาชน — วางความหวังไว้ผิดที่ รากฐานจุลภาคของมดแดงบอกตรงกันข้าม ว่าคนธรรมดาไม่จำเป็นต้องกลายเป็นวีรบุรุษเพื่อให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น สิ่งที่พวกเขาต้องมีไม่ใช่ความกล้าหาญเหนือมนุษย์ แต่เป็นสี่อย่างที่จับต้องได้กว่านั้น คือความสามารถที่ฝึกฝนได้ เครือข่ายที่เชื่อมถึงกัน วินัยที่รักษาร่วมกัน และโครงสร้างโอกาสที่เปิดให้การกระทำเล็ก ๆ สะสมผลได้ สามอย่างแรกเป็นสิ่งที่ประชาชนสร้างขึ้นเองได้ ส่วนอย่างที่สี่ขึ้นกับว่าระบอบเปิดหรือปิดช่องทางเพียงใด ซึ่งเป็นเหตุผลที่การวิเคราะห์อำนาจของประชาชนแยกไม่ออกจากการวิเคราะห์โครงสร้างของระบอบที่พวกเขาเคลื่อนไหวอยู่ภายใน การรอวีรบุรุษจึงไม่ใช่เพียงความหวังที่เปราะบาง แต่เป็นการเข้าใจผิดตั้งแต่ต้นว่าพลังของประชาชนมาจากที่ใด
§2สมการของมดแดง
เพื่อให้เห็นเงื่อนไขของการสะสมอย่างชัดเจน ผมเสนอให้มองอำนาจของประชาชนเป็นผลของตัวประกอบห้าตัว ไม่ใช่ผลบวก แต่เป็น ผลคูณ และความเป็นผลคูณนี้คือหัวใจของเรื่องทั้งหมด
อำนาจของประชาชน =
Micro-agency × Repetition × Coordination × Learning × Legitimacy
การกระทำจุลภาค × การทำซ้ำ × การประสาน × การเรียนรู้ × ความชอบธรรม
เหตุที่ต้องเป็นผลคูณ ไม่ใช่ผลบวก เพราะถ้าตัวประกอบใดตัวหนึ่งเป็นศูนย์ ผลลัพธ์ทั้งหมดก็เป็นศูนย์ ต่อให้ตัวอื่นสูงเพียงใด นี่อธิบายปรากฏการณ์ที่ผลบวกอธิบายไม่ได้ — เหตุใดการระดมพลมหาศาลบางครั้งจึงไม่เหลืออะไรเลย และเหตุใดความพยายามที่ดูเรียบง่ายแต่มีวินัยบางครั้งจึงเปลี่ยนแปลงได้มาก คำตอบอยู่ที่ว่ามีตัวประกอบตัวใดตกไปที่ศูนย์หรือไม่
Micro-agency คือความสามารถและความเชื่อของปัจเจกว่าการกระทำเล็ก ๆ ของตนมีความหมาย นี่คือจุดที่บทนี้ต่อกับห่วงโซ่การก่อรูป agency ในบทที่ 12 โดยตรง ถ้าผู้คนไม่เชื่อว่าการกระทำของตนสำคัญ พวกเขาจะไม่กระทำตั้งแต่แรก และตัวประกอบตัวแรกก็เป็นศูนย์ Repetition คือการทำซ้ำ การกระทำครั้งเดียวสลายตัวเร็ว ส่วนการกระทำที่ทำซ้ำอย่างต่อเนื่องสะสมผลแบบทบต้น การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ยั่งยืนแทบไม่เคยเกิดจากเหตุการณ์เดียว แต่เกิดจากการทำซ้ำที่ไม่หยุดจนกลายเป็นความปกติใหม่
Coordination คือการประสานให้การกระทำชี้ไปทางเดียวกัน นี่คือตัวประกอบที่อุปมามดแดงละเลยมากที่สุด และเป็นตัวที่ทำให้ฝูงชนกลายเป็นแรง ถ้าปราศจากการประสาน การกระทำจำนวนมากจะหักล้างกันเอง Learning คือการเรียนรู้และปรับตัวข้ามรอบ เพื่อให้ความพยายามเท่าเดิมให้ผลมากขึ้น นี่คือจุดที่บทนี้เชื่อมกับแนวคิดการวิวัฒน์ร่วมในบทที่ 9 เพราะขณะที่ประชาชนเรียนรู้ ผู้มีอำนาจก็เรียนรู้เช่นกัน ฝ่ายที่หยุดเรียนรู้ก่อนคือฝ่ายที่จะพบว่าเครื่องมือเดิมของตนใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป
และ Legitimacy คือคุณภาพเชิงบรรทัดฐานที่ทำให้การสะสมเติบโตแทนที่จะถูกทำให้เสื่อมเสีย ความชอบธรรมทำสองอย่างพร้อมกัน มันทำให้ผู้ที่ยังไม่เข้าร่วมรู้สึกว่าการเข้าร่วมเป็นเรื่องที่ถูกต้อง ไม่ใช่เรื่องที่ต้องหลบซ่อน และมันทำให้การปราบปรามที่หวังจะหยุดขบวนการกลับสร้างความเห็นใจให้ขบวนการแทน ขบวนการที่สูญเสียความชอบธรรม แม้จะมีจำนวนและการประสานสูง ก็จะพบว่าคนรอบข้างถอยห่างแทนที่จะเข้าร่วม ตัวประกอบตัวนี้จึงเป็นสะพานไปสู่บทถัดไปที่ว่าด้วยจริยธรรมกำกับ agency เพราะมันคือเส้นที่แยกการสะสมพลังแบบประชาธิปไตยออกจากการรวมหมู่ที่ไร้ทิศทางทางศีลธรรม2
ความเป็นผลคูณยังมีนัยที่ลึกกว่าการเตือนเรื่องตัวประกอบที่เป็นศูนย์ นั่นคือตัวประกอบแต่ละตัวขยายค่าของตัวอื่น ความชอบธรรมที่สูงทำให้การประสานง่ายขึ้น เพราะผู้คนเต็มใจเดินตามข้อตกลงร่วมที่ตนเห็นว่าถูกต้อง มากกว่าข้อตกลงที่ตนถูกบังคับให้ทำตาม การเรียนรู้ที่ดีเปลี่ยนคุณค่าของการทำซ้ำ เพราะการทำซ้ำอย่างไร้การปรับปรุงเพียงสะสมความเหนื่อยล้า ส่วนการทำซ้ำที่ดีขึ้นทุกรอบจึงสะสมผล ที่ชัดที่สุดคือปฏิสัมพันธ์ระหว่างความชอบธรรมกับการปราบปราม เมื่อขบวนการรักษาความชอบธรรมและวินัยไว้ได้ การใช้กำลังเข้าปราบมักย้อนกลับมาเพิ่มการเข้าร่วมแทนที่จะลด เพราะมันเปิดเผยความไม่เป็นธรรมของอีกฝ่ายต่อสายตาสาธารณะ ปรากฏการณ์ย้อนกลับเช่นนี้คือเหตุผลที่ขบวนการซึ่งเข้าใจสมการนี้จึงหวงแหนวินัยของตนยิ่งกว่าจำนวน เพราะวินัยที่เสียไปในชั่วขณะเดียวสามารถทำให้ตัวประกอบความชอบธรรมตกฮวบ และลากผลคูณทั้งหมดลงตามไปด้วย
ฝูงชนคือจำนวนที่ยังไม่ถูกจัดระเบียบ แรงคือจำนวนที่ชี้ไปทางเดียวกัน — สมการนี้คือสูตรของการแปลงฝูงชนให้เป็นแรง และตัวประกอบใดที่เป็นศูนย์ ก็ทำให้ทั้งฝูงกลับเป็นเพียงเสียงรบกวน
§3บันไดจากการกระทำจุลภาคสู่สถาบัน
สมการในหัวข้อก่อนบอกว่าอะไรทำให้การสะสมเกิดขึ้นในช่วงเวลาหนึ่ง แต่ยังไม่บอกว่าการสะสมนั้นกลายเป็น ความสามารถที่คงทน ได้อย่างไร คำถามนี้สำคัญ เพราะการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงไม่ใช่ชั่วขณะที่คนออกมามาก แต่เป็นสิ่งที่เหลืออยู่หลังจากคนกลับบ้านไปแล้ว ผมเสนอให้มองการเปลี่ยนจากการกระทำเล็ก ๆ สู่สถาบันเป็นบันไดที่มีขั้น แต่ละขั้นมีกลไกของตน และมีจุดที่มันอาจพังได้
- การกระทำจุลภาค — ปัจเจกลงมือทำสิ่งเล็ก ๆ ที่มีความเสี่ยงหรือต้นทุนต่ำ
- การเปลี่ยนบรรทัดฐาน — เมื่อคนเห็นคนอื่นทำ สิ่งที่เคยคิดไม่ได้ก็กลายเป็นสิ่งที่ทำได้ปกติ
- การก่อเครือข่าย — ผู้ที่ทำสิ่งเดียวกันเริ่มรู้จักและเชื่อมถึงกัน
- ความไว้วางใจ — เครือข่ายสั่งสมประสบการณ์ร่วมจนเกิดความเชื่อใจว่าอีกฝ่ายจะไม่ทิ้งกัน
- ประสิทธิภาพร่วม — กลุ่มเริ่มเชื่อว่าเมื่อร่วมมือกันแล้วเปลี่ยนอะไรได้จริง
- องค์กร — ความร่วมมือถูกจัดโครงสร้างให้ทำซ้ำได้โดยไม่พึ่งความกระตือรือร้นเฉพาะหน้า
- สถาบัน — องค์กรฝังตัวจนอยู่ได้ข้ามรุ่นบุคคล กลายเป็นความสามารถถาวรของสังคม
สังเกตว่าแต่ละขั้นแก้ปัญหาที่ขั้นก่อนหน้าเปิดทิ้งไว้ การกระทำจุลภาคเพียงลำพังสลายตัวเร็ว จนกว่ามันจะเปลี่ยนบรรทัดฐานให้คนอื่นกล้าทำตาม การเปลี่ยนบรรทัดฐานยังกระจัดกระจาย จนกว่ามันจะก่อเครือข่ายที่เชื่อมคนเข้าด้วยกัน เครือข่ายยังเปราะบาง จนกว่าจะมีความไว้วางใจหล่อเลี้ยง และความร่วมมือยังขึ้นกับอารมณ์ชั่วครู่ จนกว่ามันจะถูกจัดเป็นองค์กรและฝังเป็นสถาบัน3 จุดหมายปลายทางของบันไดนี้จึงไม่ใช่ชัยชนะครั้งเดียว แต่เป็นความสามารถที่ยังอยู่แม้ในวันที่ไม่มีเหตุการณ์ใดให้ตื่นเต้น
ลองอ่านการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ในช่วงปี 2563 ผ่านบันไดนี้ เป็นตัวอย่างของการวิเคราะห์ที่กรอบนี้เปิดให้ทำได้ ในแง่ตัวประกอบต้น ๆ ของสมการ ขบวนการนั้นทำได้สูงอย่างน่าทึ่ง การกระทำจุลภาคแพร่กว้าง การทำซ้ำถี่ และความชอบธรรมในสายตาคนจำนวนมากก็สูง แต่เมื่อไต่ขึ้นสู่ขั้นบนของบันได — จากเครือข่ายและประสิทธิภาพร่วม สู่องค์กรและสถาบันที่อยู่ได้ข้ามกระแส — การไต่กลับสะดุด ส่วนหนึ่งเพราะโครงสร้างแบบไม่มีแกนนำที่ช่วยให้ระดมพลเร็วและทนต่อการตัดหัว กลับทำให้การประสานระยะยาวและการสั่งสมองค์กรทำได้ยากในเวลาเดียวกัน นี่ไม่ใช่คำตัดสินว่าขบวนการล้มเหลว แต่เป็นการชี้ว่าจุดที่บันไดสะดุดอยู่ตรงขั้นใด ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีค่าต่อการเคลื่อนไหวรอบถัดไปมากกว่าคำสรรเสริญหรือคำตำหนิเหมารวม4 การวิเคราะห์เชิงกรณีอย่างละเอียดของขบวนการนี้และของขบวนการอื่นในบันไดเดียวกัน เป็นงานที่ควรทำด้วยหลักฐานปฐมภูมิเต็มรูปในภาคที่ว่าด้วยกรณีศึกษา
§4เหตุใดการกระทำจุลภาคส่วนใหญ่จึงไม่ต่อยอด
ถ้าบันไดนี้มีอยู่จริง ทำไมการเคลื่อนไหวส่วนใหญ่จึงไม่ไปถึงขั้นบน คำตอบที่ซื่อสัตย์คือ บันไดนี้พังได้ที่ทุกขั้น และมันพังบ่อยกว่าที่มันสำเร็จ การไม่พูดถึงเรื่องนี้คือการทำให้อุปมามดแดงกลายเป็นความฝันอีกครั้ง
ปัญหาแรกคือปัญหาคลาสสิกของการกระทำร่วม ในเมื่อผลของการรวมตัวเป็นของสาธารณะที่ทุกคนได้ไม่ว่าจะร่วมหรือไม่ ปัจเจกที่คิดแบบคุ้มทุนย่อมมีเหตุผลที่จะปล่อยให้คนอื่นแบกภาระแทน ถ้าทุกคนคิดแบบนี้ การกระทำจุลภาคก็ไม่มีวันถึงมวลวิกฤต5 ปัญหาที่สองคือการล่มสลายหลังชั่วขณะ การเคลื่อนไหวจำนวนมากระดมคนได้สูงในช่วงพีค แต่ไม่เคยแปลงพลังนั้นเป็นองค์กรที่อยู่ได้ เมื่อกระแสลง ทุกอย่างก็สลาย — นี่คือปัญหาเดียวกับที่พรรคขบวนการเผชิญในบทที่ 3 และ 4 เพียงแต่มองจากด้านของประชาชนแทนด้านของพรรค ปัญหาที่สามคือความล้มเหลวในการประสาน เมื่อไม่มีกลไกที่ทำให้การกระทำชี้ไปทางเดียวกัน พลังงานจำนวนมากก็หักล้างกันเองหรือกระจายจนเจือจาง และปัญหาที่สี่คือการที่บันไดถูกตัดจากภายนอก การปราบปรามและการดึงเข้าเป็นพวกมักไม่ได้เล็งที่การกระทำจุลภาคโดยตรง แต่เล็งที่ขั้นที่เปราะบางกว่า คือการก่อเครือข่ายและองค์กร เพราะผู้มีอำนาจที่เรียนรู้ย่อมรู้ว่าการสลายเครือข่ายมีต้นทุนถูกกว่าการห้ามปัจเจกไม่ให้รู้สึก
แต่ปัญหาผู้โดยสารฟรีไม่ใช่กำแพงตายตัว ขบวนการที่สำเร็จมักเอาชนะมันด้วยกลไกที่รู้กันดีในวรรณกรรมการกระทำร่วม คือการให้สิ่งจูงใจเฉพาะที่ผู้เข้าร่วมได้แต่ผู้อยู่เฉยไม่ได้ การหล่อเลี้ยงอัตลักษณ์และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวจนการอยู่เฉยกลายเป็นต้นทุนทางสังคม การสร้างชัยชนะเล็ก ๆ ที่มองเห็นได้เพื่อพิสูจน์ว่าการร่วมมือให้ผลจริง และการมีผู้นำที่น่าเชื่อถือซึ่งยอมรับความเสี่ยงก่อนคนอื่น กลไกเหล่านี้คือวิธีที่การกระทำร่วมเอาชนะเหตุผลของการอยู่เฉย และทั้งหมดล้วนเป็นงานที่ต้องลงแรงสร้าง ไม่ใช่สิ่งที่ผุดขึ้นเองจากความไม่พอใจที่สะสมมากพอ
โลกดิจิทัลเพิ่มความซับซ้อนให้ภาพนี้อย่างมีนัยสำคัญ เครื่องมือออนไลน์ลดต้นทุนของการกระทำจุลภาคและการทำซ้ำลงจนแทบเป็นศูนย์ ทำให้ตัวประกอบสองตัวแรกของสมการพุ่งสูงได้อย่างรวดเร็ว เหตุการณ์หนึ่งอาจระดมคนนับแสนได้ในไม่กี่ชั่วโมง แต่ความง่ายนี้เองเป็นดาบสองคม เพราะมันทำให้ขบวนการข้ามขั้นของบันไดที่ต้องลงทุนสร้างองค์กรและความไว้วางใจไปเสีย พลังที่ก่อตัวเร็วจากต้นทุนต่ำจึงมักสลายเร็วพอ ๆ กัน เมื่อไม่มีโครงสร้างรองรับ ตัวเลขการมีส่วนร่วมที่ดูมหาศาลบนหน้าจอจึงอาจปิดบังความจริงที่ว่าตัวประกอบการประสานและการสร้างองค์กรยังอยู่ใกล้ศูนย์ นี่คือเหตุผลที่ช่วงเวลาซึ่งเป็นกระแสหลายครั้งจบลงโดยไม่ทิ้งความสามารถถาวรใดไว้เลย ทั้งที่ดูเหมือนมีคนเข้าร่วมล้นหลาม6
การรู้จุดที่บันไดพังไม่ได้ทำให้อุปมามดแดงอ่อนแรงลง ตรงกันข้าม มันทำให้เรารู้ว่าต้องเสริมแรงที่ขั้นใด การเคลื่อนไหวที่เข้าใจว่าจุดตายของตนคือการแปลงกระแสเป็นองค์กร ย่อมลงทุนกับการสร้างองค์กรตั้งแต่ยังมีกระแส แทนที่จะรอจนกระแสหมดแล้วจึงพบว่าไม่เหลืออะไร
Construct · RAD (Red Ants Doctrine)
- นิยาม
- แบบจำลองที่อธิบายอำนาจของประชาชนในฐานะผลคูณของตัวประกอบห้าตัว — การกระทำจุลภาค การทำซ้ำ การประสาน การเรียนรู้ และความชอบธรรม — ซึ่งเมื่อครบจึงเปลี่ยนการกระทำเล็ก ๆ ให้สะสมเป็นความสามารถร่วมที่คงทน
- กลไก
- ความเป็นผลคูณทำให้ตัวประกอบที่เป็นศูนย์ตัวใดตัวหนึ่งทำให้อำนาจรวมเป็นศูนย์ และการสะสมจะคงทนก็ต่อเมื่อไต่บันไดจากการกระทำจุลภาคขึ้นสู่บรรทัดฐาน เครือข่าย ความไว้วางใจ องค์กร และสถาบัน
- สังเกตได้
- ความต่อเนื่องของการกระทำ (ไม่ใช่แค่จุดพีค) · การมีกลไกประสาน · การก่อตัวขององค์กรที่อยู่ได้หลังกระแสลง · การเข้าร่วมของผู้ที่ไม่เคยเข้าร่วม (สัญญาณของความชอบธรรม)
- พิสูจน์ผิด
- หากการเปลี่ยนแปลงที่คงทนเกิดขึ้นซ้ำ ๆ จากการระดมพลจำนวนมากเพียงลำพัง โดยไม่ต้องมีการประสาน การเรียนรู้ หรือการสร้างองค์กรเลย แบบจำลองผลคูณนี้ก็ผิด (เงื่อนไขฉบับเต็ม บทที่ 21)
§5นิยามใหม่ของการล้มช้าง
เมื่อแยกสมการและบันไดออกมาแล้ว เราจะกลับมาอ่านอุปมาตั้งต้นได้ลึกกว่าเดิม การล้มช้างในความหมายที่ตื้นที่สุด คือช่วงเวลาที่คนตัวเล็กรวมกันโค่นผู้มีอำนาจตัวใหญ่ลงได้ในเหตุการณ์หนึ่ง แต่ความหมายนี้ผูกความสำเร็จไว้กับเหตุการณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่เปราะบางและผ่านไป อำนาจของประชาชนที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ชั่วขณะดราม่าของการล้ม แต่อยู่ที่ความสามารถที่สะสมและคงอยู่ ระหว่าง เหตุการณ์ — เครือข่ายที่ยังเชื่อมกัน บรรทัดฐานที่เปลี่ยนไปแล้ว ทักษะการจัดตั้งที่ไม่หายไปเมื่อคนกลับบ้าน สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เหลืออยู่ และสิ่งที่เหลืออยู่นี่เองที่กำหนดว่ารอบหน้าจะเริ่มจากจุดใด
ความสามารถที่เหลืออยู่นี้จับต้องได้มากกว่าที่คำนามธรรมชวนให้คิด มันคือกลุ่มพูดคุยในละแวกบ้านที่ยังคุยกันต่อหลังการชุมนุมจบลง คือคนที่เคยจัดกิจกรรมด้วยกันครั้งหนึ่งแล้วรู้ว่าใครพึ่งพาได้ คือความรู้ว่าจะขออนุญาต จะระดมทุน จะประสานงานกันอย่างไร ซึ่งไม่หายไปจากหัวของคนที่เคยลงมือทำ และคือความเชื่อที่เปลี่ยนไปแล้วว่าบางเรื่องพูดได้ เรียกร้องได้ สิ่งเหล่านี้ไม่ปรากฏในข่าว เพราะมันไม่ใช่เหตุการณ์ แต่มันคือทุนที่ทำให้การเคลื่อนไหวรอบหน้าไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ ระบอบที่เรียนรู้จึงไม่ได้กลัวการชุมนุมครั้งใดครั้งหนึ่งมากเท่ากลัวการที่ทุนแบบนี้สะสมจนกลายเป็นความสามารถถาวร และนี่อธิบายว่าทำไมเครื่องมือจำกัดจำนวนมากจึงมุ่งทำลายเครือข่ายและองค์กร มากกว่ามุ่งห้ามการชุมนุมในตัวมันเอง — จุดที่เชื่อมกลับไปยังบัญชีต้นทุนทุนมนุษย์ทางการเมืองในบทที่ 7 โดยตรง
และนี่นำไปสู่การอ่านที่ลึกที่สุดของอุปมา ซึ่งจะกลับมาปรากฏเต็มรูปในบทปิดของหนังสือ ความสำเร็จสูงสุดของมดแดงไม่ใช่การล้มช้างตัวนี้ แล้วสถาปนาช้างตัวใหม่ที่เป็นฝ่ายของตนขึ้นแทน เพราะนั่นเป็นเพียงการเปลี่ยนตัวช้าง ไม่ใช่การเปลี่ยนโครงสร้างที่ทำให้ต้องมีช้าง ความสำเร็จที่แท้จริงคือการสะสมความสามารถของประชาชนจนถึงจุดที่สังคมไม่จำเป็นต้องมีช้างตัวใดใหญ่พอจะกำหนดชะตาของทุกคนได้อีกต่อไป การล้มช้าง ในความหมายที่ยั่งยืนที่สุด จึงไม่ใช่การโค่นล้ม แต่เป็นการเติบโตของมดจนช้างหมดความจำเป็น
แต่การสะสมพลังของประชาชนไม่ได้ดีโดยตัวมันเองเสมอไป แรงที่ถูกจัดระเบียบและประสานอย่างมีวินัย สามารถผลิตประชาธิปไตยได้ และผลิตการปกครองด้วยฝูงชนได้เช่นกัน ตัวประกอบตัวที่ห้าในสมการ — ความชอบธรรม — จึงไม่ใช่ของประดับ แต่เป็นเงื่อนไขที่แยกสองผลลัพธ์นี้ออกจากกัน บทถัดไปจะว่าด้วยเส้นแบ่งนั้นโดยตรง ว่าอะไรทำให้การรวมพลังของมดแดงเป็น agency ประชาธิปไตย ไม่ใช่ม็อบ และเหตุใดประชาธิปไตยจึงต้องถูกฝึกฝนในวิธีการต่อสู้เสียก่อน ไม่ใช่รอไว้เป็นรางวัลหลังชัยชนะ
เชิงอรรถ
- สมการ RAD และบันไดสู่สถาบันในบทนี้เป็นการสังเคราะห์ของผู้เขียน โดยดึงจากทฤษฎีการกระทำร่วม ทุนทางสังคม โครงสร้างโอกาสทางการเมือง (ดู Tarrow, S. (2011). Power in Movement. Cambridge University Press) และการต่อต้านโดยสันติที่อ้างถัดไป เงื่อนไขการพิสูจน์ว่าผิดฉบับเต็มอยู่ในบทที่ 21. ↩
- ว่าด้วยพลังของการต่อสู้ที่มีวินัยและความชอบธรรมเหนือจำนวนเพียงอย่างเดียว ดู Chenoweth, E., & Stephan, M. (2011). Why Civil Resistance Works. Columbia University Press ซึ่งแสดงว่าการเข้าร่วมอย่างกว้างและการรักษาวินัยอหิงสาสัมพันธ์กับความสำเร็จมากกว่าความรุนแรงหรือจำนวนดิบ. ↩
- ว่าด้วยความไว้วางใจ เครือข่าย และประสิทธิภาพร่วมในฐานะทุนทางสังคม ดู Putnam, R. (1993). Making Democracy Work. Princeton University Press; และว่าด้วยการจัดการทรัพยากรร่วมผ่านสถาบันที่คนสร้างเอง ดู Ostrom, E. (1990). Governing the Commons. Cambridge University Press. ↩
- ว่าด้วยข้อได้เปรียบและข้อจำกัดของขบวนการแบบไม่มีแกนนำ โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่างความเร็วในการระดมพลกับความสามารถในการสั่งสมองค์กร ดู Freeman, J. (1972). The Tyranny of Structurelessness. Berkeley Journal of Sociology, 17. การวิเคราะห์ขบวนการไทยปี 2563 ในเชิงรูปธรรมเป็นงานของภาคกรณีศึกษา ต้องอาศัยหลักฐานปฐมภูมิ. ↩
- ปัญหาผู้โดยสารฟรีและตรรกะของการกระทำร่วม ดู Olson, M. (1965). The Logic of Collective Action. Harvard University Press; สำหรับกลไกที่ช่วยเอาชนะปัญหานี้ในขบวนการจริง เช่น สิ่งจูงใจเฉพาะและอัตลักษณ์ร่วม ดู Chong, D. (1991). Collective Action and the Civil Rights Movement. University of Chicago Press. ↩
- ว่าด้วยขบวนการที่ก่อตัวผ่านเครือข่ายดิจิทัลซึ่งระดมพลได้เร็วแต่มักขาดโครงสร้างองค์กรที่ทำให้พลังนั้นคงทน ดู Tufekci, Z. (2017). Twitter and Tear Gas: The Power and Fragility of Networked Protest. Yale University Press. ↩
บันทึกเชื่อมบท: บทที่ 14 จะเจาะตัวประกอบตัวที่ห้า — ความชอบธรรม — ให้ลึกขึ้น โดยเสนอชุดหลักประกันเชิงบรรทัดฐาน (ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเสมอภาค ความจริง อหิงสา สิทธิเสียงข้างน้อย ความรับผิด และความสอดคล้องระหว่างวิธีการกับเป้าหมาย) ที่แยก "มดแดง" ออกจาก "ม็อบ" แล้วเชื่อมเข้ากับความคิดของคานธีว่าด้วยการสร้างสิ่งที่ต้องการขึ้นในปัจจุบัน — ประชาธิปไตยที่ต้องฝึกก่อนจะได้มา
บทที่ 13 · ฉบับร่างเพื่อพิจารณา · ~3,300 คำภาษาไทย